วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเปรียบเทียบปรับที่ไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๕๙๔๒/๒๕๔๘
ป.อ. มาตรา  ๙๐
ป.วิ.อ. มาตรา ๓๗
                จำเลยขับรถยนต์โดยประมาท ชนท้ายรถยนต์คันที่ผู้เสียหายเป็นผู้ขับอยู่ข้างหน้าในช่องทางเดียวกัน เป็นเหตุให้รถยนต์ของผู้เสียหายได้รับความเสียหายและผู้เสียหายรับอันตรายแก่กาย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวโดยผู้เสียหายและจำเลยยินยอม
                การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐
                พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจเปรียบเทียบจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษเบากว่าความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐ เพื่อให้ความผิดทั้งหมดรวมทั้งความผิดที่มีโทษหนักกว่าเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ ได้
                แม้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วในความผิดฐานดังกล่าวโดยความยินยอมของผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายมิได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐ ด้วย ก็ตาม การเปรียบเทียบปรับย่อมไม่ชอบ คดีอาญาไม่เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ได้

จอดรถข้างทางในที่มืด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๒๘๔/๒๕๕๒
ป.อ. มาตรา ๒๙๑ , ๓๐๐ , ๓๙๐
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๖๑ , ๑๕๗
                รถยนต์บรรทุกพ่วงของจำเลยจอดล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถช่องซ้ายโดยไม่มีการให้สัญญาณใด ๆ ในขณะที่ที่เกิดเหตุมืด จึงเป็นการประมาทในลักษณะการงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลเช่นนั้น แต่จำเลยมิได้กระทำ คือ การไม่เปิดสัญญาณไฟกระพริบหรือให้สัญญาณอื่นใด จึงฟังได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมกระทำโดยประมาทด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่าที่เกิดเหตุมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร จำเลยจึงไม่ต้องเปิดสัญญาณไฟหรือใช้แสงสว่างตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๖๑ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะแสงสว่างในที่เกิดเหตุตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่าเห็นได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เมตร จำเลยมิได้นำสืบให้ชัดเจน มีแต่ตัวจำเลยคนเดียวเบิกความลอย ๆ ส่วนบรรดาหลอดไฟที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยกมาวินิจฉัยก็ไม่มีการนำสืบให้เชื่อได้ว่าขณะเกิดเหตุได้เปิดอยู่ทุกดวงหรือไม่ และระยะทางของดวงไฟอยู่ห่างที่เกิดเหตุในลักษณะจะให้แสงสว่างได้ขนาดนั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ คาดหมายเอาเท่านั้น อีกทั้งขัดแย้งกับความสมด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังขึ้น
               เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุที่นายคำมูลขับรถยนต์บรรทุกหกล้อพุ่งเข้าชนท้ายรถยนต์บรรทุกพ่วงคันที่จำเลยขับ ซึ่งจอดอยู่ริมถนนมิตรภาพ จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่กาย เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ไม่เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างของรถให้นายคำมูลซึ่งขับรถยนต์บรรทุกหกล้อมาทางด้านหลัง สามารถมองเห็นรถยนต์บรรทุกพ่วงคันที่จำเลยจอดไว้ในระยะห่างเพียงพอที่นายคำมูลจะหยุดรถหรือหลบหลีกไปได้ การที่นายคำมูลขับรถยนต์บรรทุกหกล้อชนท้ายรถยนต์บรรทุกพ่วงดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลย ที่งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น หาใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขับรถของจำเลยไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๑๕๗ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

*ข้อพิจารณา.- จอดรถในที่มืดไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการขับรถ จึงมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ แต่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา)

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ก่อสร้างถนนไม่ติดตั้งสัญญาณไฟ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๒๐๒/๒๕๕๕
ป.พ.พ. ละเมิด ประกันภัย รับช่วงสิทธิ (มาตรา ๒๐๖, ๒๒๔, ๒๒๖, ๔๒๐)
             โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ไว้จากนาง ธ. จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างถนนกาญจนาภิเษกระหว่างแยกทศกัณฐ์ถึงแยกสะพานต่างระดับฉิมพลีจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการและเป็นผู้ว่าจ้างก่อสร้างถนนดังกล่าว
             จำเลยที่ ๑ ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่าง เครื่องหมาย หรือสัญญาณเพื่อให้ผู้ขับขี่รถในเวลากลางคืนมีโอกาสมองเห็นถนนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เป็นเหตุให้นางสาว อ. ขับรถชนแท่งเหล็กที่จำเลยที่ ๑ วางไว้ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย
              สำหรับจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ควบคุมดูแลจำเลยที่ ๑ ในการจัดให้มีสัญญาณเตือนภัยและควบคุมการก่อสร้าง แต่ละเลยไม่ควบคุมให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ ด้วย
             แม้สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกำหนดให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบในการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องภายในระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดในผลละเมิดดังกล่าว
             ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๖ บัญญัติว่า หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด คดีนี้โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมรถครั้งสุดท้าย

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๕๙/๒๕๕๕
ป.พ.พ. ละเมิด ประกันภัย รับช่วงสิทธิ (มาตรา ๔๒๐, ๘๘๐)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓))
             คดีพิพาทเกี่ยวกับกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
             ถนนบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเขตทางหลวงแผ่นดิน มีฝาท่อระบายน้ำเปิดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ขณะเกิดเหตุกรมทางหลวงชนบท (กรมโยธาธิการเดิม) จะยังไม่ได้ส่งมอบพื้นที่ในเขตทางหลวงคืนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องตรวจตรา ดูแลรักษาถนนดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้อย่างปลอดภัย แต่ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวไม่มีไฟส่องสว่างและไม่มีสัญญาณหรือเครื่องหมายใด ๆ ที่แจ้งเตือนในระยะห่างพอสมควรซึ่งจะทำให้ผู้ขับรถทราบว่ามีฝาท่อระบายน้ำถูกเปิดออก
             การที่นาง ก. ขับรถผ่านบริเวณดังกล่าว และล้อรถด้านซ้ายตกท่อระบายน้ำที่ถูกเปิดฝาออก ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย จึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ในการบำรุงรักษาทางหลวงและติดตั้งเครื่องหมายจราจรหรือเครื่องหมายสัญญาณเตือนความปลอดภัยในการขับขี่อย่างเพียงพอ ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี
             การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดต่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดและชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
            แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะได้ส่งมอบพื้นที่ทางหลวงไปให้กรมโยธาธิการ ซึ่งต่อมากรมโยธาธิการได้มอบพื้นที่และโอนงานให้กรมทางหลวงชนบทก็ตาม ก็เป็นเรื่องการดำเนินการภายในระหว่างหน่วยงานด้วยกัน ไม่อาจนำมาใช้ยันบุคคลภายนอกได้ คงมีสิทธิไล่เบี้ยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อตกลง กรณีความรับผิดที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ไม่เป็นเหตุให้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีสิ้นสุดลงหรือหลุดพ้นไปแต่อย่างใด

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รถออกจากข้างทางมาชนกัน

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๑๑๗/๒๕๕๔
ป.อ.  ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (มาตรา ๒๙๑)
              จําเลยขับรถยนต์บรรทุก ๑๐ ล้อ มาในช่องเดินรถของตน และผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านค้าซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเข้ามาในช่องเดินรถของจําเลย
              เมื่อพิจารณาแผนที่กับภาพถ่ายปรากฏว่าบริเวณที่เกิดเหตุ มีร่องรอยการห้ามล้อของรถยนต์ที่จําเลยขับเป็นแนวเบี่ยงไปทางซ้ายโดยรอยห้ามล้อดังกล่าวยาวประมาณ ๑๐ เมตร
              สอดคล้องกับที่จำเลยเบิกความว่า ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านค้าพุ่งเข้ามาในช่องเดินรถของจําเลยแล้วชนถังน้ำมันด้านขวาของรถยนต์ที่จำเลยขับล้มลง ล้อหลังด้านขวาจึงทับผู้ตาย นับแต่เห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ส่ายไปมา จำเลยได้ห้ามล้อรถและหักพวงมาลัย ไปทางซ้าย จนล้อรถเบียดขอบทางเท้า
              จึงน่าเชื่อว่า จําเลยเห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านค้าในระยะประมาณ ๑๐ เมตร อันเป็นระยะที่กระชั้นชิด ตามวิสัยและพฤติการณ์ของขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อมาในช่องทางตรง ย่อมเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการเฉี่ยวชนได้ การที่จำเลยห้ามล้อและหักหลบรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเข้ามาชนรถยนต์ที่จําเลยขับทางด้านข้างนั้น นับว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์
              การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านค้าซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเข้ามาเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่จําเลยขับและรถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงเข้าใต้รถยนต์บรรทุก ๑๐ ล้อ จึงถูกทับถึงแก่ความตาย มิใช่การกระทําโดยประมาทของจําเลย

ริบรถที่ขับโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่น

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6733/2554                                                    
ป.อ.  ขอคืนของกลาง (มาตรา 36)
              คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจําเลยสามสิบเก้าคน ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๘), ๑๖๐ วรรคสาม, ๑๖๒ และริบรถยนต์ของกลาง
              แม้ผู้ร้องให้จําเลยที่ ๓๕ ซึ่งเป็นญาติยืมรถยนต์ของกลางไปอันเป็นเรื่องปกติวิสัยของญาติที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันก็ตาม แต่ก็ได้ความจากผู้ร้องและจำเลยที่ ๓๕ ว่าจําเลยที่ ๓๕ เคยยืมรถยนต์ของกลางไปใช้เป็นประจํา และผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านว่า วันเกิดเหตุจําเลยที่ ๓๕ ไม่ได้บอกว่าจะนํารถยนต์ของกลางมาคืนเมื่อใด ประกอบกับตามบันทึกการจับกุมระบุว่า เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑ นาฬิกา
              จึงพออนุมานได้ว่า ผู้ร้องมิได้เข้มงวดในการใช้รถยนต์ของกลางที่จําเลยที่ ๓๕ ยืมไปเท่าใดนัก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องอนุญาตโดยปริยายให้จําเลยที่ ๓๕ นํารถยนต์ของกลางไปใช้ได้ทุกสถานที่โดยไม่ขัดขวาง ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๓๕ นํารถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่คํานึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ย่อมถือได้ว่า ผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทําความผิดของจําเลยที่ ๓๕