วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

ม.๔๔ กับการบังคับใช้เข็มขัดนิรภัย

เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
(โดยย่อ)
               ข้อ ๒  ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๑๒๓ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
               “ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์ รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าว ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย”

               ซึ่งแต่เดิม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  บัญญัติว่า
               "มาตรา ๑๒๓  ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถยนต์ยอมให้ผู้อื่นนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์เกินสองคน
               ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์ ซึ่งนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์ รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย
               ประเภทหรือชนิดของรถยนต์ ลักษณะและวิธีการใช้เข็มขัดนิรภัยตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา"

*ข้อพิจารณา.- แต่เดิมกฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่รถยนต์และคนโดยสารรถยนต์ซึ่งนั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์เท่านั้น ที่ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งขณะโดยสารรถยนต์ แต่ปัจจุบันกฎหมายบังคับใช้กับผู้ที่นั่งโดยสารรถยนต์ทุกคนในรถ ให้ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัย ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของรถยนต์ตามที่อธิบดีกำหนด ซึ่งก็คือ ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดแบบเข็มขัดนิรภัยและประเภทของรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกที่ต้องจัดให้มีเข็มขัดนิรภัย พ.ศ.๒๕๕๕ มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
               รถเก๋ง รถแท็กซี่ รถลีมูซีน รถกระบะ ๔ ประตู
               -  ถ้าจดทะเบียนก่อนวันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๑  = ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย
               -  ถ้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๑ - ๓๑ ธ.ค.๒๕๕๓ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า
               -  ถ้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๔ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง
               รถ ๔ ล้อเล็กรับจ้าง (รถกระป๊อ) 
               -  ถ้าจดทะเบียน ตั้งแต่วันที่ ๑ เม.ย.๒๕๕๕ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่นั่งคนขับตอนหน้า
               รถตู้ส่วนบุคคล
               -  ถ้าจดทะเบียนก่อนวันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๗ = ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย
               -  ถ้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๗ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า
               -  ถ้าผลิตหรือนำเข้าตั้งแต่วันที่ ๑ เม.ย.๒๕๕๕ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง
               รถปิคอัพ รถสองแถว 
               -  ถ้าจดทะเบียนก่อนวันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๗ = ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย
               -  ถ้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๗ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า
               ประเภทเข็มขัดที่บังคับใช้กับรถทุกประเภท
               -  แบบรัดตักและรั้งพาดไหล่ (๓ จุด) ใช้กับ ที่นั่งคนขับและที่นั่งตอนหน้า
               -  แบบคาดเอว (๒ จุด) ใช้กับ ที่นั่งตรงกลาง

อัตราโทษค่าปรับไม่รัดเข็มขัดนิรภัยตามกฎหมายกำหนด
               รถเก๋งส่วนบุคคล : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท 
               รถปิคอัพ : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท 
               รถแท็กซี่ : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท 
               รถตู้สาธารณะ : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท 
               รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท 
               รถบรรทุก (รถสิบล้อ ส่งสินค้า) : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท
*หมายเหตุ.- หากคนขับรถทุกประเภท ไม่จัดให้ผู้โดยสารรัดเข็มเข็มนิรภัย จะถูกปรับอีกไม่เกิน ๕๐๐ บาท 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

กฎกระทรวง
-  กฎกระทรวง กําหนดหลักเกณฑ์การเพิกถอนทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ.๒๕๖๐

-  กฎกระทรวง ว่าด้วยคณะกรรมการประจําจังหวัดและเงื่อนไขการขอจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘
-  กฎกระทรวง ว่าด้วยคณะกรรมการประจำจังหวัดและเงื่อนไขการขอจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ.๒๕๕๖
-  กฎกระทรวง ว่าด้วยคณะกรรมการประจําจังหวัดและเงื่อนไขการขอจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐

-  กฎกระทรวง กําหนดความเสียหายที่จะให้ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ.๒๕๕๒
-  กฎกระทรวง กําหนดความเสียหายที่จะให้ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จํานวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๗

-  กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ.๒๕๓๗) ออกตามความพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ (การทดสอบผู้ขับขี่ว่าเมาสุราหรือไม่)

ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง


ข้อกำหนดเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร
-  ข้อกําหนดเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร เรื่องกําหนดแบบใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่และใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ (ฉ.๓) พ.ศ.๒๕๕๙

ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
-  ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง การชำระค่าปรับ การชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ และวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น โดยผ่านธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงิน และกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ สำหรับความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  พ.ศ.๒๕๕๙
-  ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง การชำระค่าปรับ การชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ และวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น โดยผ่านธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงิน และกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ สำหรับความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  พ.ศ.๒๕๕๙ (แก้คำผิด)
-  ข้อกําหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง กําหนดเงื่อนไขในการใช้ไฟสัญญาณวับวาบ เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นและเครื่องหมายแสดงลักษณะของรถฉุกเฉิน
-  ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง กำหนดระยะเวลาการส่งใบสั่งทางไปรษณีย์ พ.ศ.๒๕๕๙
-  ข้อกำหนด ตร. เรื่องสถานที่ในการชำระค่าปรับโดยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น ตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ พ.ศ.๒๕๕๙

ประกาศ

คำสั่งกระทรวงมหาดไทย
-  คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๕๒๙/๒๕๕๕ เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานจราจรตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หลักการวินิจฉัยคดีจราจรเบื้องต้น

การแสวงหาพยานหลักฐาน
               เมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกขึ้น ไม่ว่าเกิดจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถบรรทุก รถโดยสาร ตลอดจนยานพาหนะทางบกทุกชนิด เมื่อเกิดการเฉี่ยวชนกัน หรือชนกับวัตถุอื่นใดในทาง หรือชนคนเดินเท้า คนโดยสาร ก็ตาม ย่อมจะมีผู้ได้รับความเสียหายและมีผู้ขับขี่หรือกระทำโดยประมาท พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รับแจ้งเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องที่จะต้องมาให้ปากคำแก่พนักงานสอบสวน เช่น ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และเจ้าของรถ เป็นต้น
               ทั้งนี้ ​กฎหมายให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ทำการสืบสวนสอบสวนคดีอุบัติเหตุจราจรทางบก ด้วยการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อจะทราบรายละเอียดแห่งความผิด และรวบรวมพยานหลักฐานตลอดจนการดำเนินการทั้งหลายอื่นซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ โดยในคดีจราจรทางบกให้ถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหาย
               ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุคดีจราจร ทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว พนักงานสอบสวนจะเป็นผู้กล่าวหาในความผิดอาญาดังกล่าวเอง โดยที่คู่กรณีที่พิพาทกันไม่จำต้องเป็นผู้กล่าวหาในคดีจราจรทางบก ส่วนฝ่ายไหนจะเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหา ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยคดีเบื้องต้นของพนักงานสอบสวน โดยจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นก่อนทุกครั้ง
              การแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน สามารถหาได้จากแหล่งข้อมูลดังต่อไปนี้
​               ๑. สถานที่เกิดเหตุ ด้วยการเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ จะทำให้ทราบเกี่ยวกับรายละเอียด ดังนี้
                  -  ลักษณะของถนน มีสภาพเป็นทางหลวง ทางลูกรัง ทางตรง ทางโค้ง หรือทางร่วมทางแยก มีความกว้าง พื้นผิวถนน ความลาดเอียง เป็นต้น
                  -  ร่องรอยบนถนน มีรอยล้อ รอยยาง รอยครูด รอยเลือด ฝุ่น โคลน เศษวัตถุหรือชิ้นส่วนของรถที่ตกอยู่  เป็นต้น
                  -  ลักษณะเครื่องหมายจราจร สัญญาณไฟจราจร โดยสังเกตจากสัญญาณไฟจราจรสีต่างๆ ในทางร่วมทางแยกแต่ละด้านว่า การเปลี่ยนแปลงใช้ระยะเวลาเท่าใด และให้สัญญาณแก่รถเคลื่อนตัวไปทิศทางใดตามลำดับ ลักษณะป้ายจราจร ป้ายบังคับ ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ หรือเครื่องหมายจราจรบนพื้นทางและขอบทางเท้า เส้นแบ่งช่องเดินรถ ทิศทางการเดินรถ เส้นขอบทาง เส้นแนวหยุด เส้นทแยงสำหรับทางแยก และลักษณะลูกศรบนถนนกำหนดทิศทาง เป็นต้น
                  -  สภาพการจราจร  มีรถพลุกพล่าน การจราจรติดขัด ย่านชุมนุมชน เขตก่อสร้าง มีสิ่งกีดขวาง ค่อนข้างเปลี่ยว หรือรถสามารถเคลื่อนด้วยความเร็วได้ เป็นต้น
 ​                 -   ลักษณะภูมิอากาศ มีฝนตก ถนนลื่น ความมืด ความสว่าง มีฝุ่นควัน เป็นต้น
             ​๒. คำให้การของพยานบุคคล ซึ่งจะเล่าให้ทราบถึงรายละเอียดต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ มีดังต่อไปนี้
                  -  บุคคลที่เกี่ยวข้องก่อนหรือในขณะเกิดเหตุ ได้แก่ ผู้ขับรถ ผู้โดยสาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำรถ ผู้เห็นเหตุการณ์ ผู้อยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุ เป็นต้น
                  -  บุคคลที่เกี่ยวข้องหลังเกิดเหตุ ได้แก่ พนักงานสอบสวน แพทย์ เจ้าพนักงานพิสูจน์หลักฐาน เจ้าของรถ บิดามารดาของผู้เยาว์ ญาติของผู้ตาย เป็นต้น
   ​          ๓. สภาพความเสียหายของรถ ทำให้ทราบลักษณะทิศทางการชนของรถ ความเร็วของรถ ความแรงของการชน สีของรถคันที่ชนติดอยู่ ระดับความสูงต่ำหรือตำแหน่งที่ชนกัน คราบเลือดหรือชิ้นเนื้อ เส้นผมของผู้บาดเจ็บที่ติดอยู่ ร่องรอยความเสียหายของรถแต่ละคันที่ชนกัน ซึ่งเมื่อนำรถคู่กรณีมาวางเทียบตำแหน่งเข้าด้วยกันแล้วพิจารณาประกอบกับร่องรอยบนถนนแล้วจะสามารถบอกทิศทางการชนกันของรถได้
             ๔. ลักษณะอาการบาดเจ็บ ลักษณะของบาดแผลที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ความรุนแรงจนเกิดการแตกหักของกระดูก รอยถลอก ทำให้ทราบทิศทางการชนของรถ ความเร็วรถ ทิศทางการล้มหรือกระแทกระหว่างร่างกายกับอุปกรณ์ส่วนควบของรถหรือกับพื้นถนน เป็นต้น
             ๕. ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น ในทางวิทยาศาสตร์  การตรวจพิสูจน์หลักฐาน การแพทย์ การช่างซ่อมตัวรถ หรือเครื่องยนต์ของรถ และความเห็นของผู้นั้นอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยคดีในการสอบสวนหรือพิจารณาคดี
             ๖. แหล่งอื่น ๆ เช่น กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ตรงทางร่วมทางแยก กล้องวีดิโอติดหน้ารถยนต์ เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รถบรรทุกขนาดใหญ่ขับช่องขวาของเดินรถ

              ในทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ผู้ขับรถบรรทุกพ่วง สามารถแซงหรือขับในทางเดินรถด้านขวา ได้หรือไม่

              ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  ลักษณะ ๓ การใช้ทางเดินรถ  หมวด ๑  การขับรถ
              "มาตรา ๓๔  ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป หรือที่ได้จัดช่องเดินรถประจำทางไว้ในช่องเดินรถซ้ายสุด ผู้ขับขี่ต้องขับรถในช่องซ้ายสุดหรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ ให้เดินทางขวาของทางเดินรถได้
              (๑) ในช่องเดินรถนั้นมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร
              (๒) ทางเดินรถนั้น เจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว
              (๓) จะต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อเข้าบริเวณใกล้ทางร่วมทางแยก
              (๔) เมื่อจะแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น
              (๕) เมื่อผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถในช่องเดินรถด้านซ้าย"

             "มาตรา ๓๕  รถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถคันอื่นที่ขับในทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่จะกระทำได้
              ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ในทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปหรือได้จัดช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายไว้โดยเฉพาะ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุดหรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทางแล้วแต่กรณี
              ความในวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์"

หมวด ๒  การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า
             "มาตรา ๔๔  ผู้ขับขี่ซึ่งประสงค์จะขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถ ซึ่งไม่ได้แบ่งช่องทางเดินรถไว้ ต้องให้สัญญาณโดยกระพริบไฟหน้าหลายครั้ง หรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวขวา หรือให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันหน้าให้สัญญาณตอบตามมาตรา ๓๗ (๓) หรือมาตรา ๓๘ (๓) และเมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางรถอื่นที่กำลังแซงแล้ว จึงจะแซงขึ้นหน้าได้
             การแซงต้องแซงด้านขวาโดยมีระยะห่างจากรถที่ถูกแซงพอสมควรเมื่อเห็นว่าได้ขับผ่านขึ้นหน้ารถที่ถูกแซงไปในระยะที่ห่างเพียงพอแล้วจึงจะขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถได้"

 *ข้อพิจารณา.- เห็นได้ว่า กฎหมายได้กำหนดวิธีการขับรถในทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป โดยให้ผู้ขับขี่รถไม่ว่าเป็นรถประเภทใดก็ต้องขับรถในช่องทางซ้ายสุด(หรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทางถ้าหากมีช่องทางเดินรถประจำทางอยู่ทางซ้ายสุด)เท่านั้น เว้นแต่ กรณีช่องทางนั้นถูกปิดหรือมีสิ่งกีดขวาง(ผิวถนนขรุขระเล็กน้อยไม่น่าจะใช่สิ่งกีดขวาง) หรือกรณีทางเดินรถนั้นเจ้าพนักงานกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว หรือกรณีต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก หรือกรณีเมื่อแซงรถหรือขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถอื่นที่อยู่ช่องเดินรถด้านซ้ายนั้น ผู้ขับขี่จึงจะมีสิทธิขับรถในช่องทางเดินรถด้านขวาได้ นอกจากนี้ ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร หรือรถจักรยานยนต์ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุด หรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทาง แล้วแต่กรณี โดยรถบรรทุก(ที่ไม่ใช่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัมและรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน) นั้น เห็นว่ารถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร และรถจักรยานยนต์ เป็นรถที่มีความเร็วต่ำหรือต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่มากกว่ารถยนต์ชนิดอื่น จึงกำหนดให้ขับเฉพาะช่องทางด้านซ้ายสุดอยู่เสมอ ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้ห้ามไม่ให้รถบรรทุกดังกล่าวแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น หากแต่ว่าเมื่อแซงไปในระยะที่ห่างเพียงพอแล้วก็ให้ขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถตามเดิม พิเคราะห์ได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยในการเดินรถและไม่เป็นการกีดขวางรถคันอื่นที่จะแซงขึ้นหน้า จึงกำหนดให้ผู้ขับขี่รถทุกชนิดต้องขับรถในช่องทางด้านซ้ายสุดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะขับรถด้วยความเร็วสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ตาม ผู้ขับขี่ก็ไม่สามารถขับรถในทางเดินรถด้านขวาสุดได้ แม้ว่าทางเดินรถนั้นได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปก็ตาม เว้นแต่มีรถที่ช้ากว่าจึงจะแซงรถที่ช้ากว่าได้ แต่เมื่อแซงขึ้นหน้าได้แล้วก็ต้องขับชิดเข้ามาในช่องทางเดินรถซ้ายสุดตามเดิม ส่วนรถบรรทุกที่มีขนาดใหญ่และใช้ความเร็วได้ต่ำกว่ารถอื่น ก็ต้องขับในช่องทางซ้ายสุดอยู่เสมอ ไม่ได้ห้ามไม่ให้แซง แต่ถ้ารถบรรทุกขนาดใหญ่แซงรถอื่นในระยะห่างที่เพียงพอแล้ว ก็ต้องรีบกลับเข้าช่องทางเดินรถด้านซ้ายสุดทันที เพื่อให้รถยนต์อื่นที่ตามหลังมาและความเร็วสูงกว่ามีโอกาสได้แซงรถบรรทุกนั้นด้วย เพราะถ้าหากรถบรรทุกขับอยู่แต่ในช่องทางเดินรถด้านขวานาน ๆ ถึงแม้ว่าผู้ขับขี่จะอ้างว่ากำลังแซงรถที่มีความเร็วต่ำกว่าที่อยู่ในทางเดินรถด้านซ้ายสุดก็ตาม แต่การขับอยู่ในทางเดินรถด้านขวาตลอดเวลาก็อาจจะเป็นการกีดขวางความสะดวกรวดเร็วของรถยนต์คันอื่นที่ตามหลังมาจนไม่สามารถแซงขึ้นหน้ารถบรรทุกนั้นได้เช่นเดียวกัน