วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รถบรรทุกขนาดใหญ่ขับช่องขวาของเดินรถ

              ในทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ผู้ขับรถบรรทุกพ่วง สามารถแซงหรือขับในทางเดินรถด้านขวา ได้หรือไม่

              ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  ลักษณะ ๓ การใช้ทางเดินรถ  หมวด ๑  การขับรถ
              "มาตรา ๓๔  ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป หรือที่ได้จัดช่องเดินรถประจำทางไว้ในช่องเดินรถซ้ายสุด ผู้ขับขี่ต้องขับรถในช่องซ้ายสุดหรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ ให้เดินทางขวาของทางเดินรถได้
              (๑) ในช่องเดินรถนั้นมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร
              (๒) ทางเดินรถนั้น เจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว
              (๓) จะต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อเข้าบริเวณใกล้ทางร่วมทางแยก
              (๔) เมื่อจะแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น
              (๕) เมื่อผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถในช่องเดินรถด้านซ้าย"

             "มาตรา ๓๕  รถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถคันอื่นที่ขับในทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่จะกระทำได้
              ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ในทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปหรือได้จัดช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายไว้โดยเฉพาะ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุดหรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทางแล้วแต่กรณี
              ความในวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์"

หมวด ๒  การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า
             "มาตรา ๔๔  ผู้ขับขี่ซึ่งประสงค์จะขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถ ซึ่งไม่ได้แบ่งช่องทางเดินรถไว้ ต้องให้สัญญาณโดยกระพริบไฟหน้าหลายครั้ง หรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวขวา หรือให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันหน้าให้สัญญาณตอบตามมาตรา ๓๗ (๓) หรือมาตรา ๓๘ (๓) และเมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางรถอื่นที่กำลังแซงแล้ว จึงจะแซงขึ้นหน้าได้
             การแซงต้องแซงด้านขวาโดยมีระยะห่างจากรถที่ถูกแซงพอสมควรเมื่อเห็นว่าได้ขับผ่านขึ้นหน้ารถที่ถูกแซงไปในระยะที่ห่างเพียงพอแล้วจึงจะขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถได้"

 *ข้อพิจารณา.- เห็นได้ว่า กฎหมายได้กำหนดวิธีการขับรถในทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป โดยให้ผู้ขับขี่รถไม่ว่าเป็นรถประเภทใดก็ต้องขับรถในช่องทางซ้ายสุด(หรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทางถ้าหากมีช่องทางเดินรถประจำทางอยู่ทางซ้ายสุด)เท่านั้น เว้นแต่ กรณีช่องทางนั้นถูกปิดหรือมีสิ่งกีดขวาง(ผิวถนนขรุขระเล็กน้อยไม่น่าจะใช่สิ่งกีดขวาง) หรือกรณีทางเดินรถนั้นเจ้าพนักงานกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว หรือกรณีต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก หรือกรณีเมื่อแซงรถหรือขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถอื่นที่อยู่ช่องเดินรถด้านซ้ายนั้น ผู้ขับขี่จึงจะมีสิทธิขับรถในช่องทางเดินรถด้านขวาได้ นอกจากนี้ ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร หรือรถจักรยานยนต์ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุด หรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทาง แล้วแต่กรณี โดยรถบรรทุก(ที่ไม่ใช่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัมและรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน) นั้น เห็นว่ารถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร และรถจักรยานยนต์ เป็นรถที่มีความเร็วต่ำหรือต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่มากกว่ารถยนต์ชนิดอื่น จึงกำหนดให้ขับเฉพาะช่องทางด้านซ้ายสุดอยู่เสมอ ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้ห้ามไม่ให้รถบรรทุกดังกล่าวแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น หากแต่ว่าเมื่อแซงไปในระยะที่ห่างเพียงพอแล้วก็ให้ขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถตามเดิม พิเคราะห์ได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยในการเดินรถและไม่เป็นการกีดขวางรถคันอื่นที่จะแซงขึ้นหน้า จึงกำหนดให้ผู้ขับขี่รถทุกชนิดต้องขับรถในช่องทางด้านซ้ายสุดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะขับรถด้วยความเร็วสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ตาม ผู้ขับขี่ก็ไม่สามารถขับรถในทางเดินรถด้านขวาสุดได้ แม้ว่าทางเดินรถนั้นได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปก็ตาม เว้นแต่มีรถที่ช้ากว่าจึงจะแซงรถที่ช้ากว่าได้ แต่เมื่อแซงขึ้นหน้าได้แล้วก็ต้องขับชิดเข้ามาในช่องทางเดินรถซ้ายสุดตามเดิม ส่วนรถบรรทุกที่มีขนาดใหญ่และใช้ความเร็วได้ต่ำกว่ารถอื่น ก็ต้องขับในช่องทางซ้ายสุดอยู่เสมอ ไม่ได้ห้ามไม่ให้แซง แต่ถ้ารถบรรทุกขนาดใหญ่แซงรถอื่นในระยะห่างที่เพียงพอแล้ว ก็ต้องรีบกลับเข้าช่องทางเดินรถด้านซ้ายสุดทันที เพื่อให้รถยนต์อื่นที่ตามหลังมาและความเร็วสูงกว่ามีโอกาสได้แซงรถบรรทุกนั้นด้วย เพราะถ้าหากรถบรรทุกขับอยู่แต่ในช่องทางเดินรถด้านขวานาน ๆ ถึงแม้ว่าผู้ขับขี่จะอ้างว่ากำลังแซงรถที่มีความเร็วต่ำกว่าที่อยู่ในทางเดินรถด้านซ้ายสุดก็ตาม แต่การขับอยู่ในทางเดินรถด้านขวาตลอดเวลาก็อาจจะเป็นการกีดขวางความสะดวกรวดเร็วของรถยนต์คันอื่นที่ตามหลังมาจนไม่สามารถแซงขึ้นหน้ารถบรรทุกนั้นได้เช่นเดียวกัน

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

แข่งรถในทางหรือขับรถเมาสุราอาจถูกยึดรถ

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
              วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ ๔๖/๒๕๕๘ เรื่อง "มาตรการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะ" เพื่อให้การระงับยับยั้งและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ อันตราย และความเสียหายอันเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปและจัดระเบียบสังคม คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นมา และยังไม่มีคำสั่งยกเลิกแม้ว่าจะล่วงเลยเทศกาลปีใหม่มาแล้วก็ตาม อันมีสาระสำคัญ คือ
พฤติการณ์กระทำผิด
              "ในกรณีที่บุคคลมีพฤติการณ์หรือกระทำการดังต่อไปนี้
               (๑)  รวมกลุ่ม หรือมั่วสุม หรือจัดให้มีการรวมกลุ่ม หรือมั่วสุมในลักษณะหรือโดยพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ในทาง อันเป็นความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก"
               (*ข้อพิจารณา.– เพียงแต่เริ่มมีการรวมกลุ่ม และมั่วสุม โดยมีพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถ เจ้าพนักงานก็มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายได้แล้ว)
               "(๒)  ขับขี่รถยนต์โดยสารสาธารณะ รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร หรือรถบรรทุกตั้งแต่หกล้อขึ้นไป โดยประมาท หรือโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้มีบุคคลบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ชีวิต"
               (*ข้อพิจารณา.– ต้องเป็นกรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับรถ จำนวน ๓ ประเภท คือ รถยนต์โดยสารสาธารณะ รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร และรถบรรทุกตั้งแต่หกล้อขึ้นไป ที่ผู้ขับขี่ได้ขับรถโดยประมาทหรือเมาสุรา แล้วเกิดอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย)

อำนาจของเจ้าพนักงาน 
                ทั้ง ๒ กรณีข้างต้น  เจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจดำเนินการ ดังนี้
                (๑)  ยึดใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ ไว้เป็นการชั่วคราวได้ไม่เกิน ๓๐ วัน
                (๒)  นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่สงสัยว่าจะใช้ในการกระทำผิด มาเก็บรักษาไว้เป็นการชั่วคราวไม่น้อยกว่า ๗ วัน (หรือเกินกว่า ๗ วัน) ได้เท่าที่จำเป็นต่อการป้องกันหรือรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยสาธารณะ
                (๓)  จับกุมและควบคุมตัวไว้เพื่ออบรมความประพฤติ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๗ วัน แต่ไม่เกิน ๑๕ วัน โดยจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้ต้องหามิได้
                (*ข้อพิจารณา.- กรณีการรวมกลุ่มเพื่อจะแข่งรถ อาจถูกยึดใบอนุญาตขับขี่หรือถูกยึดรถชั่วคราว และถูกควบคุมตัวแบบไม่ใช่ผู้ต้องหาไว้เพื่ออบรมความประพฤติตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนการขับรถยนต์ทั้ง ๓ ประเภท ก็อาจถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดใบอนุญาตขับขี่และยึดรถได้เช่นกัน ถ้าหากเจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่าขับรถโดยประมาทหรือเมาสุราแล้วเชื่อว่าจะขับไปเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงดังกล่าวข้างต้น

การควบคุมตัว
                ไม่ถือว่าการควบคุมตัวดังกล่าว เป็นการควบคุมตัวผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาควบคุมตัวแล้ว หากมีเหตุอันจะต้องดำเนินคดีต่อบุคคลที่ถูกควบคุมตัวดังกล่าวในฐานะเป็นผู้ต้องหา ก็ให้ส่งตัวบุคคลนั้นให้พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย โดยไม่ให้นับระยะเวลาการควบคุมตัวประมาณ ๗ - ๑๕ วัน เพื่ออบรมความประพฤตินั้น รวมเข้ากับการควบคุมตัวในฐานะผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ผู้ประกอบกิจการ
                ในกรณีบุคคลที่ได้ขับรถโดยประมาทหรือเมาสุราก่อให้เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายข้างต้น เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ให้นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือสั่งปิดกิจการนั้นเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้ ไม่เกิน ๑๕ วัน เว้นแต่ผู้ได้รับใบอนุญาตดังกล่าวจะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นและได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ขับรถกระทำการดังกล่าว

การคุ้มครองเจ้าพนักงาน
                เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำการไปตามอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งนี้โดยสุจริต และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

ถือโทรศัพท์ขณะที่รถติดไฟแดง

               การหยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดงนั้น ยังอยู่ในความหมายของการขับรถ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายกำหนดให้ ผู้ขับขี่ซึ่งควบคุมรถอยู่ในทางเดินรถ จะต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร ซึ่งรวมถึงการหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เพื่อรอสัญญาณไฟจราจรด้วย
               ดังนั้น การหยุดรถเพื่อรอสัญญาณไฟจราจร จึงเป็นเพียงการปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรเท่านั้น โดยผู้ขับขี่ยังคงต้องควบคุมรถและปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรต่อไป
               การคุ้มครองความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน มาตรา ๔๓ (๙) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ กำหนดห้ามผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับรถ โดยกำหนดข้อยกเว้นไว้กรณีเดียว คือ กรณีใช้งานโดยผ่านอุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น
               เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ ห้ามการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะที่ควบคุมรถอยู่ในทางเดินรถ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะอยู่ในระหว่างการเคลื่อนที่ หรืออยู่ระหว่างการหยุดรถตามสัญญาณจราจร โดยยกเว้นไว้เฉพาะการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น
               ฉะนั้น การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะที่หยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดง โดยไม่ใช้อุปกรณ์เสริมตามข้อยกเว้นดังกล่าว จึงเป็นการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระหว่างการขับรถและเป็นความผิดตามกฎหมาย
(*ที่มา.- บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะหยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดง เรื่องเสร็จที่ ๑๑๘๑/๒๕๕๘)

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รถฉุกเฉิน

รถฉุกเฉิน 
ตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522
 
              "มาตรา 4 (19)  ให้นิยามคำว่า "รถฉุกเฉิน" หมายความว่า รถดับเพลิง และรถพยาบาลของราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี(หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ)ให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะกำหนดให้"

รถฉุกเฉินจะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือก่อน

             "มาตรา 13  ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถทุกชนิดในทางเดินรถใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ เสียงสัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณที่เป็นเสียงนกหวีดเสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควร หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
              อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้รถฉุกเฉิน รถในราชการทหารหรือตำรวจหรือรถอื่นใช้ไฟสัญญาณวับวาบหรือใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นได้ ในการนี้อธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ไฟสัญญาณหรือเสียงสัญญาณรวมทั้งกำหนดเครื่องหมายที่แสดงถึงลักษณะของรถดังกล่าวด้วยก็ได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สิทธิของผู้ขับขี่รถฉุกเฉิน

              "มาตรา 75  ในขณะที่ผู้ขับขี่รถฉุกเฉินไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้ขับขี่มีสิทธิดังนี้
                  (1)  ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้
                 (2)  หยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ห้ามจอดรถ
                 (3)  ขับรถเกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้
                 (4)  ขับรถผ่านสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรใด ๆ ที่ให้รถหยุด แต่ต้องลดความเร็วของรถให้ช้าลงตามสมควร
                 (5)  ไม่ต้องปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัติ หรือข้อบังคับการจราจรเกี่ยวกับช่องเดินรถ ทิศทางของการขับรถหรือการเลี้ยวที่กำหนดไว้
                 ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี"

              "มาตรา 76  เมื่อคนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์เห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้ คนเดินเท้า ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ ต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้
                  (1)  สำหรับคนเดินเท้าต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทาง หรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัย หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด
                  (2)  สำหรับผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้าย หรือในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดช่องเดินรถประจำทาง แต่ห้ามหยุดรถหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก
                  (3)  สำหรับผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ ต้องบังคับสัตว์ให้หยุดชิดทาง แต่ห้ามหยุดในทางร่วมทางแยก
                ในการปฏิบัติตาม (2) และ (3) ผู้ขับขี่และผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องรีบกระทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้และต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี

              "มาตรา 127  ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ
                  (1)  ตามหลังรถฉุกเฉินซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในระยะต่ำกว่าห้าสิบเมตร

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

ปริมาณแอลกอฮอล์กับความประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2803/2550
ป.อ. มาตรา 56, 59 วรรคสี่, 63, 291
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(4), 157

              จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถ ในเขตชุมชนใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้าน ตามหลังรถยนต์กระบะ ไปตามถนนที่แบ่งเป็น 2 ช่องจราจรแล่นสวนกัน จำเลยที่ 1 ควรใช้ความเร็วต่ำและเว้นระยะให้ห่างมากพอที่จะหยุดรถได้ทัน โดยไม่ให้ชนรถคันหน้า ยิ่งมีฝนตกและเป็นเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ควรต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น 
              การที่จำเลยที่ 1 ต้องหักหลบไปทางขวา เมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดรถ เพราะมีรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมัน ก็เกิดจากจำเลยที่ 1 เกรงว่าจะหยุดไม่ทันเนื่องจากรถที่จำเลยที่ 1 ขับบรรทุกของหนัก การหักหลบไปทางขวาเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับจะต้องใช้ความเร็วสูง ทั้งไม่เว้นระยะให้ห่างรถยนต์กระบะซึ่งขับอยู่ข้างหน้า ให้อยู่ในระยะที่สามารถหยุดรถได้ทันที รถของจำเลยที่ 1 จึงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถยนต์สวนมา และเกิดเหตุชนกับรถที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย 
              การที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291
              แม้จะมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทันเมื่อจำเลยที่ 1 หยุดรถกะทันหัน ได้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด และการขับรถยนต์ประมาทของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่ผู้ตาย
             ส่วนกรณีที่แพทย์ตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ในศพผู้ตาย ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับนี้มีผลต่อร่างกายทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหักหลบรถยนต์กระบะที่ต้องหยุดรถกะทันหัน เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถที่ผู้ตายขับสวนมา จึงเกิดชนกันในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับมา 
             จึงเห็นได้ว่า ผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ไม่ว่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดตามปริมาณที่ตรวจพบหรือไม่ ก็ไม่อาจทำให้ผู้ตายหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุชนกันได้ จึงไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นผิดไปได้ 
              ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในทำนองขอให้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษ เพื่อลงโทษให้เหมาะสมและขอให้รอการลงโทษด้วยนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามแล้ว โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และกรณีไม่อาจรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้