วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ก่อสร้างถนนไม่ติดตั้งสัญญาณไฟ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๒๐๒/๒๕๕๕
ป.พ.พ. ละเมิด ประกันภัย รับช่วงสิทธิ (มาตรา ๒๐๖, ๒๒๔, ๒๒๖, ๔๒๐)
             โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ไว้จากนาง ธ. จำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างถนนกาญจนาภิเษกระหว่างแยกทศกัณฐ์ถึงแยกสะพานต่างระดับฉิมพลีจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการและเป็นผู้ว่าจ้างก่อสร้างถนนดังกล่าว
             จำเลยที่ ๑ ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่าง เครื่องหมาย หรือสัญญาณเพื่อให้ผู้ขับขี่รถในเวลากลางคืนมีโอกาสมองเห็นถนนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เป็นเหตุให้นางสาว อ. ขับรถชนแท่งเหล็กที่จำเลยที่ ๑ วางไว้ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย
              สำหรับจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ควบคุมดูแลจำเลยที่ ๑ ในการจัดให้มีสัญญาณเตือนภัยและควบคุมการก่อสร้าง แต่ละเลยไม่ควบคุมให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ ด้วย
             แม้สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกำหนดให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชอบในการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องภายในระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดในผลละเมิดดังกล่าว
             ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๖ บัญญัติว่า หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด คดีนี้โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมรถครั้งสุดท้าย

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๕๙/๒๕๕๕
ป.พ.พ. ละเมิด ประกันภัย รับช่วงสิทธิ (มาตรา ๔๒๐, ๘๘๐)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓))
             คดีพิพาทเกี่ยวกับกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
             ถนนบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเขตทางหลวงแผ่นดิน มีฝาท่อระบายน้ำเปิดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ขณะเกิดเหตุกรมทางหลวงชนบท (กรมโยธาธิการเดิม) จะยังไม่ได้ส่งมอบพื้นที่ในเขตทางหลวงคืนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องตรวจตรา ดูแลรักษาถนนดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้อย่างปลอดภัย แต่ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวไม่มีไฟส่องสว่างและไม่มีสัญญาณหรือเครื่องหมายใด ๆ ที่แจ้งเตือนในระยะห่างพอสมควรซึ่งจะทำให้ผู้ขับรถทราบว่ามีฝาท่อระบายน้ำถูกเปิดออก
             การที่นาง ก. ขับรถผ่านบริเวณดังกล่าว และล้อรถด้านซ้ายตกท่อระบายน้ำที่ถูกเปิดฝาออก ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย จึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ในการบำรุงรักษาทางหลวงและติดตั้งเครื่องหมายจราจรหรือเครื่องหมายสัญญาณเตือนความปลอดภัยในการขับขี่อย่างเพียงพอ ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี
             การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดต่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดและชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
            แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะได้ส่งมอบพื้นที่ทางหลวงไปให้กรมโยธาธิการ ซึ่งต่อมากรมโยธาธิการได้มอบพื้นที่และโอนงานให้กรมทางหลวงชนบทก็ตาม ก็เป็นเรื่องการดำเนินการภายในระหว่างหน่วยงานด้วยกัน ไม่อาจนำมาใช้ยันบุคคลภายนอกได้ คงมีสิทธิไล่เบี้ยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อตกลง กรณีความรับผิดที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ไม่เป็นเหตุให้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีสิ้นสุดลงหรือหลุดพ้นไปแต่อย่างใด

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รถออกจากข้างทางมาชนกัน

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๑๑๗/๒๕๕๔
ป.อ.  ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (มาตรา ๒๙๑)
              จําเลยขับรถยนต์บรรทุก ๑๐ ล้อ มาในช่องเดินรถของตน และผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านค้าซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเข้ามาในช่องเดินรถของจําเลย
              เมื่อพิจารณาแผนที่กับภาพถ่ายปรากฏว่าบริเวณที่เกิดเหตุ มีร่องรอยการห้ามล้อของรถยนต์ที่จําเลยขับเป็นแนวเบี่ยงไปทางซ้ายโดยรอยห้ามล้อดังกล่าวยาวประมาณ ๑๐ เมตร
              สอดคล้องกับที่จำเลยเบิกความว่า ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านค้าพุ่งเข้ามาในช่องเดินรถของจําเลยแล้วชนถังน้ำมันด้านขวาของรถยนต์ที่จำเลยขับล้มลง ล้อหลังด้านขวาจึงทับผู้ตาย นับแต่เห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ส่ายไปมา จำเลยได้ห้ามล้อรถและหักพวงมาลัย ไปทางซ้าย จนล้อรถเบียดขอบทางเท้า
              จึงน่าเชื่อว่า จําเลยเห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านค้าในระยะประมาณ ๑๐ เมตร อันเป็นระยะที่กระชั้นชิด ตามวิสัยและพฤติการณ์ของขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อมาในช่องทางตรง ย่อมเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการเฉี่ยวชนได้ การที่จำเลยห้ามล้อและหักหลบรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเข้ามาชนรถยนต์ที่จําเลยขับทางด้านข้างนั้น นับว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์
              การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกจากร้านค้าซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเข้ามาเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่จําเลยขับและรถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลงเข้าใต้รถยนต์บรรทุก ๑๐ ล้อ จึงถูกทับถึงแก่ความตาย มิใช่การกระทําโดยประมาทของจําเลย

ริบรถที่ขับโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่น

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6733/2554                                                    
ป.อ.  ขอคืนของกลาง (มาตรา 36)
              คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจําเลยสามสิบเก้าคน ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๘), ๑๖๐ วรรคสาม, ๑๖๒ และริบรถยนต์ของกลาง
              แม้ผู้ร้องให้จําเลยที่ ๓๕ ซึ่งเป็นญาติยืมรถยนต์ของกลางไปอันเป็นเรื่องปกติวิสัยของญาติที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันก็ตาม แต่ก็ได้ความจากผู้ร้องและจำเลยที่ ๓๕ ว่าจําเลยที่ ๓๕ เคยยืมรถยนต์ของกลางไปใช้เป็นประจํา และผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านว่า วันเกิดเหตุจําเลยที่ ๓๕ ไม่ได้บอกว่าจะนํารถยนต์ของกลางมาคืนเมื่อใด ประกอบกับตามบันทึกการจับกุมระบุว่า เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑ นาฬิกา
              จึงพออนุมานได้ว่า ผู้ร้องมิได้เข้มงวดในการใช้รถยนต์ของกลางที่จําเลยที่ ๓๕ ยืมไปเท่าใดนัก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องอนุญาตโดยปริยายให้จําเลยที่ ๓๕ นํารถยนต์ของกลางไปใช้ได้ทุกสถานที่โดยไม่ขัดขวาง ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๓๕ นํารถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่คํานึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ย่อมถือได้ว่า ผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทําความผิดของจําเลยที่ ๓๕

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

โปรดข้ามถนนตรงทางข้าม

               การที่เราจะข้ามถนนให้ปลอดภัย จะต้องข้ามกันตรงที่ "ทางข้าม" ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ บัญญัติว่า "ทางข้าม" หมายความว่า "พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับให้คนเดินเท้าข้ามทาง โดยทำเครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนว หรือตอกหมุดไว้บนทาง และให้หมายความรวมถึง พื้นที่ที่ทำให้คนเดินเท้าข้ามไม่ว่าในระดับใต้หรือเหนือพื้นดินด้วย" ได้แก่ ทางม้าลาย และ สะพานลอย เป็นต้น
               เหตุที่ข้ามตรงทางข้ามแล้วปลอดภัย เพราะกฎหมายบัญญัติไว้หลายประการ เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้ใช้ความระมัดระวังคนเดินเท้าข้ามถนนเป็นพิเศษ เช่น "เมื่อเห็นสัญญาณจราจรไฟลูกศรสีเขียวชี้ให้เลี้ยว หรือชี้ให้ตรงไป หรือสัญญาณไฟจราจรสีแดงแสดงพร้อมกับสัญญาณจราจรไฟลูกศรสีเขียวชี้ให้เลี้ยว หรือชี้ให้ตรงไป ให้ผู้ขับขี่เลี้ยวรถหรือขับตรงไปได้ตามทิศทางที่ลูกศรชี้ และต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง และต้องให้สิทธิแก่คนเดินเท้าในทางข้าม หรือรถที่มาทางขวาก่อน" และ "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในกรณีดังต่อไปนี้.....ภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางข้าม ทางร่วมทางแยก วงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้ หรือทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ" และ "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถ.....ในทางข้าม หรือ ในระยะสามสิบเมตรจากทางข้าม" และ "ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก ทางข้าม เส้นให้รถหยุด หรือวงเวียน ต้องรถความเร็วรถ" ฯลฯ
               เห็นได้ว่า "ทางข้าม" จะต้องไม่มีสิ่งใดมากีดขวาง เพื่อให้คนเดินข้ามถนนโดยปลอดภัย และผู้ขับรถต้องระมัดระวังและลดความเร็วรถเมื่อเห็นทางข้าม แต่ถ้าคนเดินเท้าไม่ข้ามถนนตรงทางข้ามตามกฎหมาย แต่เป็นทางข้ามที่เดินกันเอาเองและคิดเองว่าเป็นทางข้าม ย่อมถือว่า ผู้นั้นเข้าไปเสี่ยงภัยเอง การที่จะได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายหรือได้รับการเยียวยาเรื่องค่าเสียหายก็ย่อมไม่เต็มที่ แตกต่างจากถูกรถชนในทางข้ามอย่างแน่นอน
               อีกทั้ง คนเดินเท้าไม่ข้ามถนนตรงทางข้าม อาจจะเป็นผู้กระทำผิด ตามมาตรา ๑๐๔ ที่บัญญัติว่า "ภายในระยะไม่เกินหนึ่งเมตร นับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม" ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา ๑๔๗ ระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท ถ้ามีเจ้าหน้าที่จราจรพบเห็นผู้ใดเดินข้ามถนน ลอดแผงกั้นกลางถนน  ทั้งที่มีสะพานลอยอยู่ใกล้ ๆ ก็ต้องถูกจับและเสียค่าปรับเป็นแน่แท้
               อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทย ยังคงคุ้มครองคนเดินเท้า มากกว่า ผู้ขับรถมาชนคนเดินเท้า โดย มาตรา ๓๒ บัญญัติว่า "ในการใช้ทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังไม่ให้รถชนหรือโดนคนเดินเท้า ไม่ว่าจะอยู่ ณ ส่วนใดของทาง และต้องให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้รู้ตัวเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก คนชรา หรือคนพิการที่กำลังใช้ทาง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการควบคุมรถของตน"
               สรุปได้ว่า เมื่อผู้ขับรถชนคนเดินข้ามถนนนอกทางข้าม ฝ่ายที่ได้รับความคุ้มครองคือ คนเดินเท้า แต่กฎหมายก็ได้โอนอ่อนให้ฝ่ายผู้ขับขี่ในเรื่องการให้ประกันตัว โดยบัญญัติว่า "ในกรณีผู้ขับขี่ได้ขับรถชนหรือโดนคนเดินเท้า ที่ข้ามนอกทางข้าม และอยู่ในระหว่างทางข้ามกับเครื่องหมายจราจรแสดงเขตทางข้าม หรือที่ข้ามทางนอกทางข้าม โดยลอด ข้าม หรือผ่านสิ่งปิดกั้น หรือแผงปิดกั้น ที่เจ้าหน้าที่จราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่นำมาวางหรือตั้งอยู่บนทางเท้าหรือกลางถนน เมื่อพนักงานสอบสวนมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ขับขี่ซึ่งเป็นผู้ต้องหาได้ใช้ความระมัดระวังตามความในมาตรา ๓๒ แล้ว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจปล่อยตัวผู้ต้องหาไปชั่วคราวโดยไม่มีประกันได้ เมื่อผู้ต้องหาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอ"  ส่วนจะผิดหรือถูก ก็ไปว่ากันในชั้นพิจารณาของศาล ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ
               สุดท้ายนี้ จึงแนะนำว่า การข้ามถนนที่มิใช่ทางข้ามเป็นการเสี่ยงต่อภยันตรายในชีวิตและร่างกายของตัวเราเอง และมีผลกระทบโดยตรงต่อความเศร้าโศกเสียใจของคนในครอบครัวที่รออยู่ทางบ้าน ส่วนผู้ขับรถชนก็ตกเป็นผู้ต้องหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่ได้เจตนาก็ตาม ชิ้นส่วนของรถซ่อมได้ง่าย และชีวิต แขนขา และสมองของผู้ถูกรถชนนั้นซ่อมยาก


        

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

การแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด

            ปัญหาจราจรติดขัด เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในตัวเมืองที่มีประชาการอยู่กันอย่างหนาแน่น และมีการใช้รถ ใช้ถนน กันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสาเหตุเกิดจากการขยายจำนวนประชากรและที่อยู่อาศัยขึ้นอยู่อย่างรวดเร็ว และทุกคนได้ใช้รถเป็นยานพาหนะในการเดินทาง และการขนส่ง เพื่อความสะดวกสบายและความคล่องตัว ในปัจจุบันมีรถยนต์เพิ่มขึ้นบนท้องถนนจำนวนมาก ทำให้ไม่สมดุลกับถนนที่มีอยู่อย่างจำกัดและนับวันดูเหมือนจะคับแคบลง เพราะทุกคนเริ่มใช้ถนนเป็นที่ดำเนินกิจกรรมทำมาหาเลี้ยงชีพกันมากขึ้น การแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดสามารถแก้ไขโดยหลักใหญ่ ๒ ประการ คือ เพิ่มพื้นที่ถนน และ ลดปริมาณรถบนถนนลง ซึ่งสามารถอธิบายหลักและวิธีดำเนินการอย่างง่ายและเหมาะสมกับประเทศไทย ดังนี้

          ๑. เพิ่มพื้นที่ถนน หมายถึง การทำให้ถนนโล่ง ว่าง หรือมีพื้นที่มากพอที่จะทำให้รถวิ่งบนท้องถนนได้สะดวก ไม่ติดขัด กล่าวคือ

           - การจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร หรืออาสาจราจร ประจำจุดที่มีการจราจรติดขัด เพื่ออำนวยความสะดวก และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อมีรถมาอยู่รวมกันจำนวนมากหากเกิดการจราจรติดขัดขึ้น เจ้าหน้าที่ก็สามารถหาวิธีการ และให้สัญญาณ ในการเดินรถแก่ผู้ใช้รถ ใช้ถนน ให้เกิดความคล่องตัวขึ้นได้อย่างทันท่วงที
           - การกำหนดเขตห้ามหยุดและจอดรถ (เส้นขาว-แดง) ห้ามหยุดจอดชั่วขณะรับส่งคนโดยสารหรือส่งของได้(เส้นขาว-เหลือง) ให้เห็นชัดเจน และสามารถบังคับใช้ได้ทันที เมื่อมีผู้ฝ่าฝืนจอดรถในเขตดังกล่าว เช่น การออกใบสั่ง และการใช้รถยกเคลื่อนย้ายรถที่จอดกีดขวางดังกล่าวออกไปเก็บรักษา
           - การติดตั้งป้ายสัญญาณจราจร และป้ายแนะนำเส้นทางต่าง ๆ ผู้ใช้รถ ใช้ถนน สามารถเห็นได้ชัดเจน และเข้าใจได้ง่าย ทำให้สะดวกในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอย่างไม่ติดขัด
           - การกวดขันวินัยการจราจรให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎหมาย การหยุดและจอดรถ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น ไม่จอดรถในที่ห้ามจอด ไม่จอดรถซ้อนคัน ไม่จอดรถหรือขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร เป็นต้น
           - ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะอุบัติเหตุเป็นปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้การจราจรติดขัด สาเหตุของอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ เช่น การเมาสุรา ยาเสพติด การขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ละเมิดสิทธิการใช้เส้นทางเดินรถของผู้อื่น การฝ่าฝืนกฎหมายจราจร หรือมีเหตุปัจจัยอย่างอื่นที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น เช่น ความเร่งรีบในการเดินทาง การขับรถไม่มีน้ำใจ สภาพผิวถนน หรือแสงสว่างในเวลากลางคืน เป็นต้น ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจวัดแอลกอฮอล์ และยาเสพติด การสำรวจเส้นทางเพื่อแก้ไขจุดเสี่ยง จุดอันตราย จุดที่เกิดเหตุเป็นประจำ ด้วยการติดตั้งป้ายเตือนในทางโค้งต่าง ๆ การติดตั้งโคมไฟฟ้าให้แสงสว่างแก่เส้นทาง การจัดหาที่พักรถ สะดวก ปลอดภัย แก่ผู้ขับรถในระยะทางไกลที่พักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ถ้าหากไม่สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่กู้ภัยหรือกู้ชีพต้องสามารถมาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บนำส่งโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสามารถทำเครื่องหมายและแยกรถที่กีดขวางออกจากทางได้อย่างรวดเร็ว พนักงานสอบสวนต้องมาถึงที่เกิดเหตุโดยเร็วเพื่อทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐานและถ่ายภาพ และสั่งการเคลื่อนย้ายรถมาตรวจสภาพและนำรถเก็บรักษา หรือสั่งให้คู่กรณีไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ เป็นต้น
           - การงดกิจกรรมการรวมกลุ่มบนท้องถนน เช่น การเดินขบวนปิดถนน เป็นต้น
           - การปรับพื้นผิวถนนให้สามารถใช้การได้ หากถนนเป็นหลุม บ่อ หรือขรุขระ จะทำให้ผู้ขับขี่หลบเลี่ยง หรือเบรคกระทันหัน เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่น และบางแห่งก็ทำให้เสียการใช้ช่องทางการจราจรนั้นไปอีกหนึ่งช่องทางด้วย