วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

ถือโทรศัพท์ขณะที่รถติดไฟแดง

               การหยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดงนั้น ยังอยู่ในความหมายของการขับรถ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายกำหนดให้ ผู้ขับขี่ซึ่งควบคุมรถอยู่ในทางเดินรถ จะต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร ซึ่งรวมถึงการหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เพื่อรอสัญญาณไฟจราจรด้วย
               ดังนั้น การหยุดรถเพื่อรอสัญญาณไฟจราจร จึงเป็นเพียงการปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรเท่านั้น โดยผู้ขับขี่ยังคงต้องควบคุมรถและปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรต่อไป
               การคุ้มครองความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน มาตรา ๔๓ (๙) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ กำหนดห้ามผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับรถ โดยกำหนดข้อยกเว้นไว้กรณีเดียว คือ กรณีใช้งานโดยผ่านอุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น
               เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ ห้ามการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะที่ควบคุมรถอยู่ในทางเดินรถ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะอยู่ในระหว่างการเคลื่อนที่ หรืออยู่ระหว่างการหยุดรถตามสัญญาณจราจร โดยยกเว้นไว้เฉพาะการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น
               ฉะนั้น การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะที่หยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดง โดยไม่ใช้อุปกรณ์เสริมตามข้อยกเว้นดังกล่าว จึงเป็นการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระหว่างการขับรถและเป็นความผิดตามกฎหมาย
(*ที่มา.- บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะหยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดง เรื่องเสร็จที่ ๑๑๘๑/๒๕๕๘)

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รถฉุกเฉิน

รถฉุกเฉิน 
ตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522
 
              "มาตรา 4 (19)  ให้นิยามคำว่า "รถฉุกเฉิน" หมายความว่า รถดับเพลิง และรถพยาบาลของราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี(หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ)ให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะกำหนดให้"

รถฉุกเฉินจะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือก่อน

             "มาตรา 13  ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถทุกชนิดในทางเดินรถใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ เสียงสัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณที่เป็นเสียงนกหวีดเสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควร หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
              อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้รถฉุกเฉิน รถในราชการทหารหรือตำรวจหรือรถอื่นใช้ไฟสัญญาณวับวาบหรือใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นได้ ในการนี้อธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ไฟสัญญาณหรือเสียงสัญญาณรวมทั้งกำหนดเครื่องหมายที่แสดงถึงลักษณะของรถดังกล่าวด้วยก็ได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สิทธิของผู้ขับขี่รถฉุกเฉิน

              "มาตรา 75  ในขณะที่ผู้ขับขี่รถฉุกเฉินไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้ขับขี่มีสิทธิดังนี้
                  (1)  ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้
                 (2)  หยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ห้ามจอดรถ
                 (3)  ขับรถเกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้
                 (4)  ขับรถผ่านสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรใด ๆ ที่ให้รถหยุด แต่ต้องลดความเร็วของรถให้ช้าลงตามสมควร
                 (5)  ไม่ต้องปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัติ หรือข้อบังคับการจราจรเกี่ยวกับช่องเดินรถ ทิศทางของการขับรถหรือการเลี้ยวที่กำหนดไว้
                 ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี"

              "มาตรา 76  เมื่อคนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์เห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้ คนเดินเท้า ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ ต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้
                  (1)  สำหรับคนเดินเท้าต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทาง หรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัย หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด
                  (2)  สำหรับผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้าย หรือในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดช่องเดินรถประจำทาง แต่ห้ามหยุดรถหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก
                  (3)  สำหรับผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ ต้องบังคับสัตว์ให้หยุดชิดทาง แต่ห้ามหยุดในทางร่วมทางแยก
                ในการปฏิบัติตาม (2) และ (3) ผู้ขับขี่และผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องรีบกระทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้และต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี

              "มาตรา 127  ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ
                  (1)  ตามหลังรถฉุกเฉินซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในระยะต่ำกว่าห้าสิบเมตร

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

ปริมาณแอลกอฮอล์กับความประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2803/2550
ป.อ. มาตรา 56, 59 วรรคสี่, 63, 291
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(4), 157

              จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถ ในเขตชุมชนใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้าน ตามหลังรถยนต์กระบะ ไปตามถนนที่แบ่งเป็น 2 ช่องจราจรแล่นสวนกัน จำเลยที่ 1 ควรใช้ความเร็วต่ำและเว้นระยะให้ห่างมากพอที่จะหยุดรถได้ทัน โดยไม่ให้ชนรถคันหน้า ยิ่งมีฝนตกและเป็นเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ควรต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น 
              การที่จำเลยที่ 1 ต้องหักหลบไปทางขวา เมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดรถ เพราะมีรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมัน ก็เกิดจากจำเลยที่ 1 เกรงว่าจะหยุดไม่ทันเนื่องจากรถที่จำเลยที่ 1 ขับบรรทุกของหนัก การหักหลบไปทางขวาเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับจะต้องใช้ความเร็วสูง ทั้งไม่เว้นระยะให้ห่างรถยนต์กระบะซึ่งขับอยู่ข้างหน้า ให้อยู่ในระยะที่สามารถหยุดรถได้ทันที รถของจำเลยที่ 1 จึงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถยนต์สวนมา และเกิดเหตุชนกับรถที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย 
              การที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291
              แม้จะมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทันเมื่อจำเลยที่ 1 หยุดรถกะทันหัน ได้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด และการขับรถยนต์ประมาทของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่ผู้ตาย
             ส่วนกรณีที่แพทย์ตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ในศพผู้ตาย ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับนี้มีผลต่อร่างกายทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหักหลบรถยนต์กระบะที่ต้องหยุดรถกะทันหัน เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถที่ผู้ตายขับสวนมา จึงเกิดชนกันในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับมา 
             จึงเห็นได้ว่า ผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ไม่ว่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดตามปริมาณที่ตรวจพบหรือไม่ ก็ไม่อาจทำให้ผู้ตายหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุชนกันได้ จึงไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นผิดไปได้ 
              ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในทำนองขอให้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษ เพื่อลงโทษให้เหมาะสมและขอให้รอการลงโทษด้วยนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามแล้ว โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และกรณีไม่อาจรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ 

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้อสันนิษฐาน ขับรถในขณะเมาสุรา (ถ้าไม่ยอมให้ทดสอบ)


              ให้เพิ่มเติม วรรคสาม ของมาตรา ๒๔  แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  ดังนี้
              "การแสดงสัญญาณจราจรของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรานี้ พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้ไฟฉายเรืองแสง หรืออุปกรณ์เรืองแสงอื่นด้วยก็ได้"

*ข้อพิจารณา บทบัญญัติเดิมของมาตรา ๒๔ เป็นเรื่องที่ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ปรากฎข้างหน้า ซึ่งว่าด้วยเรื่องของสัญญาณมือ ส่วนกฎหมายที่เพิ่มเติมใหม่โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ใช้ไฟฉายเรืองแสงหรืออุปกรณ์เรืองแสงในเวลากลางคืน ประกอบสัญญาณมืออีกด้วย ก็ได้
----------------------------------
             ให้ยกเลิก มาตรา ๑๔๒ แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งเดิมบัญญัติว่า
             "เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถ ในเมื่อ
               (๑) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖
               (๒) เห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้นได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ
               ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่า หย่อนความสามารถในอันที่จะขับ หรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หรือไม่
               ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวผู้นั้นไว้ดำเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว และเมื่อผู้นั้นยอมให้ทดสอบแล้ว หากผลการทดสอบปรากฏว่าไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที
               การทดสอบตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"

               และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๔๒
               "เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถ ในเมื่อ
               (๑) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖
               (๒) เห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้น ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ
               ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่
               ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวผู้นั้นไว้ดำเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว และเมื่อผู้นั้นยอมให้ทดสอบแล้ว หากผลการทดสอบปรากฏว่าไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที
               ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่า ผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หากผู้นั้นยังไม่ยอมทดสอบตามวรรคสามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๒)
               การทดสอบตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"

*ข้อพิจารณา.-  กฎหมายใหม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังนี้  
               -  กฎหมายใช้คำว่า "กรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนฯ" แทนคำว่า "เมื่อเห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้นได้ฝ่าฝืนฯ" แสดงว่า เจ้าพนักงานสามารถใช้ดุลยพินิจที่จะสั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ได้ ถ้าปรากฏว่าผู้ขับขี่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าเป็นผู้ขับขี่และเมาสุราแล้วขับรถหรือหย่อนความสามารถ เจ้าพนักงานก็สามารถสั่งให้มีการทดสอบได้แล้ว ซึ่งกฎหมายเดิมเจ้าพนักงานต้องเห็นว่าผู้นั้นกำลังขับรถและขับในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ หรือในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ตามมาตรา ๔๓ (๑) , (๒) จึงจะสั่งให้มีการทดสอบได้
               -  กรณีผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบ เจ้าพนักงานมีอำนาจกักตัวไว้เพื่อดำเนินการทดสอบได้ ระยะเวลากักตัวนั้นไม่กำหนดแน่ชัดว่ากี่ชั่วโมง แต่กฎหมายบัญญัติว่าได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว ถ้ายอมให้ทดสอบแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที
               -  ตามมาตรา ๑๔๒ วรรคสอง ให้อำนาจพนักงานสอบสวนซึ่งปฏิบัติหน้าที่สอบสวนอยู่ในที่ทำการพนักงานสอบสวนสั่งให้มีการทดสอบได้ด้วย แม้ว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้เป็นผู้สั่งให้หยุดรถตามมาตรา ๑๔๒ วรรคแรก แต่ถ้าหากพนักงานสอบสวนเห็นเหตุการณ์ในขณะอยู่ในที่เกิดเหตุนั้นด้วยตนเอง หรือได้รับแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เห็นเหตุการณ์ในขณะนั้นว่าผู้ขับขี่ได้ขับรถในขณะเมาสุราประกอบกับมีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าขณะนั้นผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นจริง พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ได้ทันทีเช่นกัน
               -  มาตรา ๑๔๒ แก้ไขใหม่ได้เพิ่มเติมวรรคสี่ อันเป็นบทสันนิษฐานโดยเด็ดขาด ในกรณีที่มีการสั่งให้มีการทดสอบแล้ว ผู้นั้นไม่ยอมให้ทดสอบ แม้ว่าจะมีการกักตัวไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่าที่จำเป็นแก่กรณีเพื่อการทดสอบแล้วก็ตาม
                  ซึ่งการทดสอบสามารถทำได้ ๓ วิธี คือ ตรวจวัดลมหายใจโดยวิธีเป่า ตรวจวัดจากปัสสาวะ และตรวจวัดจากเลือด ตามลำดับ โดยการตรวจวัดจากปัสสาวะและเลือดจะสามารถทำได้ต่อเมื่อไม่สามารถตรวจวัดจากลมหายใจได้เท่านั้น และการตรวจวัดจากเลือดจะต้องส่งตัวผู้นั้นไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยทำการเจาะเลือดภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
                  ถ้าหากผู้นั้นไม่ยินยอมให้ทำการทดสอบดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ดังนี้ เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนก็สามารถดำเนินคดีผู้นั้นได้ตามกฎหมาย เสมือนเป็นผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ซึ่งศาลสามารถรับฟังคำให้การของเจ้าพนักงานตำรวจที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีได้เช่นเดียวกัน
              -  ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยไม่ยอมให้ทดสอบตามมาตรา ๑๔๒ วรรคสอง ย่อมมีโทษตามมาตรา ๑๕๔ (๓) อีกฐานหนึ่งด้วย คือ ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท

บทความที่เกี่ยวข้อง
ถ้าไม่ยอมให้ตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย
การเก็บเลือดและส่วนประกอบอื่นของร่างกาย
(Update: 04-sep-15)

จับผิดด้วยกล้อง ให้ส่งใบสั่งทางไปรษณีย์


            ยกเลิก มาตรา ๑๔๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งเดิมบัญญัติว่า
            "เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ จะว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ก็ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย"

            และให้ใช้  มาตรา ๑๔๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติใหม่ว่า
            "เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบด้วยตนเองหรือโดยการใช้เครื่องอุปกรณ์ใด ๆ ว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ จะว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถให้ผู้ขับขี่เห็นได้ง่ายและถ้าไม่สามารถติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้สั่งใบสั่งพร้อมพยานหลักฐานโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถภายในระยะเวลาตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด นับแต่วันที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบการกระทำความผิด และให้ถือว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถได้รับใบสั่งนั้นเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันส่ง"

* ข้อพิจารณา.-  กฎหมายที่แก้ไขใหม่ มีการเพิ่มเติมดังนี้
             - เพิ่มเติมคำว่า "พบด้วยตนเองหรือโดยการใช้เครื่องอุปกรณ์ใด ๆ"
                เห็นว่า เจ้าพนักงานต้องเป็นผู้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง เช่น ใช้เครื่องตรวจจับความเร็ว กล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือกล้องถ่ายรูป เป็นต้น
             -  เพิ่มเติมคำว่า "และถ้าไม่สามารถติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้สั่งใบสั่งพร้อมพยานหลักฐานโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถภายในระยะเวลาตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด นับแต่วันที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบการกระทำความผิด และให้ถือว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถได้รับใบสั่งนั้นเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันส่ง"
                ยกตัวอย่าง เมื่อรถขับผ่านกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือเครื่องตรวจจับความเร็ว เจ้าพนักงานย่อมไม่สามารถผูกติดใบสั่งได้อย่างแน่นอน กฎหมายได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานส่งใบสั่ง พร้อมรูปถ่ายรถที่ขับด้วยความเร็วเกินกำหนด หรือฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ไปให้เจ้าของรถหรือผู้ครอบครอง โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเท่านั้น
                นับแต่วันที่เจ้าพนักงานพบการกระทำความผิด เจ้าพนักงานจะต้องส่งหลักฐานนั้นไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถภายในระยะเวลาตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันส่งใบสั่ง ให้ถือว่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองได้รับใบสั่งแล้ว
              หลังจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถได้รับใบสั่งตามข้อสันนิษฐานข้างต้น แล้วอาจเลือกปฏิบัติโดยให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถไปชำระค่าปรับตามสถานที่ระบุในใบสั่งหรือชำระโดยการสั่งธนาณัติ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๑ แห่งพระราชบัญญัตินี้  ถ้าผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถไม่ปฏิบัติตามใบสั่ง พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจตามมาตรา ๑๔๑ ทวิ กล่าวคือ ออกหมายเรียกให้มาพบเพื่อสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และแจ้งเป็นหนังสือไปยังนายทะเบียนขนส่งทางบกให้งดรับชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าได้มีการปฏิบัติตามหมายเรียกนั้นแล้ว (ปัจจุบันมีการยกเลิกมาตรา ๑๔๑ ทวิ แล้ว)

บทความที่เกี่ยวข้อง 
การชำระค่าปรับตามใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจร

(Update : 28/07/2560)