วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

ขับรถชนแล้วหนีเป็นความผิดต่างกรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/2569
ป.อ. ม. 91, ม. 300
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4), ม. 78, ม. 157, ม. 160
         ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย เป็นการกระทำที่เป็นความผิดสำเร็จแล้ว การที่ต่อมาจำเลยผู้ขับรถหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นการกระทำหลังเกิดเหตุรถกระบะของจำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนาของจำเลยแยกต่างหากจากการกระทำโดยประมาท ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง จึงเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง 
         ส่วนที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษผู้ขับขี่ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 291 หรือมาตรา 300 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หากปรากฏว่าผู้ขับขี่ไม่ให้การช่วยเหลือตามสมควรหรือไม่แสดงตัวต่อตำรวจ ณ สถานที่เกิดเหตุตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ให้ศาลพิพากษาเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนั้น" เป็นเพียงบทบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษจำเลยในความผิดนั้นก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ ซึ่งต่างจากมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ที่มีระวางโทษกำหนดไว้แล้ว เพื่อให้เปรียบเทียบได้ว่ากฎหมายบทใดที่มีโทษหนักที่สุด ในกรณีที่การกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อมาตรา 160 วรรคสอง ไม่ได้กำหนดระวางโทษไว้ และไม่มีเงื่อนไขหรือองค์ประกอบความผิดในลักษณะของบทหนักหรือบทฉกรรจ์ของมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ไว้ในตัว ทั้งมิได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าเมื่อเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนั้นตามความในวรรคสองแล้วจะลงโทษได้แต่กระทงเดียวและห้ามไม่ให้ลงโทษตามวรรคหนึ่งอีก อันเป็นบทยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังนั้น มาตรา 160 วรรคสอง เป็นเพียงบทบัญญัติลักษณะว่าด้วยการเพิ่มโทษในการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 หรือมาตรา 300 ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ทำให้การกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันต้องกลับเป็นความผิดกรรมเดียวด้วยผลจากการเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง 
         ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงไม่ชอบ และแม้ว่าโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 มาด้วยแล้ว ศาลจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2566

คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

คำพิพากษาฎีกาที่ 2765/2565

                กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 3.1.7 มีข้อความว่า กรณีผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัยและเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุ หรือไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ที่เป็นผู้ประสบภัย บริษัทจะรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น 
                ดังนั้น การที่ บริษัท ก.จำเลยจะอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อจำกัดความรับผิดของตนเอง ไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้น จึงมีได้เพียงสองกรณีคือ 
                (1) ผู้ประสบภัยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือ 
                (2) ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ขับขี่ในอุบัติเหตุนั้น 
                เมื่อพิจารณาคู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หน้า 8 ข้อ 3.3 ใน 2) ได้ยกตัวอย่างอธิบายความหมายของข้อความที่ว่า “ไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่นั้น เช่น ถูกรถอื่นชน เป็นเหตุให้ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่รถที่มาชนนั้นหลบหนีไป ไม่สามารถติดตาม หรือทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย” ทำให้เห็นว่า ข้อความดังกล่าวมุ่งเฉพาะกรณีไม่ทราบตัวผู้ที่ต้องรับผิด 
                แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า ท.ผู้ตายและเป็นผู้ประสบภัย ซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันที่ บริษัท ก.จำเลยรับประกันภัย มิได้เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และมีผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ตาย คือ น. ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของ ท.ผู้ตาย เพียงแต่ น.ถึงแก่ความตายไปก่อนถูกดำเนินคดีอาญา หาใช่เป็นกรณีไม่มีผู้ใดต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยดังที่จำเลยอ้างไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะรับผิดเพียงไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้น ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3.1.7

วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สารบัญ การสอบสวนคดีจราจรทางบก

บทบัญญัติของกฎหมาย
                -  พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
                -  กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
                -  ข้อกำหนด ระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

การปฏิบัติเมื่ออยู่ในรถ
                -  ม.๔๔ กับการบังคับใช้เข็มขัดนิรภัย
                -  ถือโทรศัพท์ขณะที่รถติดไฟแดง

การขับรถในทาง
                -  แข่งรถในทางหรือขับรถเมาสุราอาจถูกยึดรถ
                -  รถบรรทุกขนาดใหญ่ขับช่องขวาของทางเดินรถ
                -  รถฉุกเฉิน
อุบัติเหตุ
                -  ชนแล้วหนีไม่ช่วยเหลือจนผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส
                -  จอดรถข้างทางในที่มืด
                -  ก่อสร้างถนนไม่ติดตั้งสัญญาณไฟ
                -  รถออกจากข้างทางมาชนกัน
                -  คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

หลักวินิจฉัยในการสอบสวน
                -  รัฐเป็นผู้เสียหายในคดีจราจรทางบก
                -  หลักการวินิจฉัยคดีจราจรเบื้องต้น
                -  ข้อสันนิษฐานขับรถในขณะเมาสุรา (ถ้าไม่ยอมให้ทดสอบ)
                -  ปริมาณแอลกอฮอล์กับความประมาท
                -  วิธีทำแผนที่แสดงสัญญาณไฟจราจร
                -  ค่าเสียหายกรณีต่างฝ่ายต่างประมาท
                -  การเปรียบเทียบปรับที่ไม่ชอบ
                -  ริบรถที่ขับโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่น

ใบสั่งและการชำระค่าปรับ
                -  จับผิดด้วยกล้อง ให้ส่งใบสั่งทางไปรษณีย์
                -  การชำระค่าปรับตามใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจร

การแก้ไขปัญหาจราจร
                -  การแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด
                -  โปรดข้ามถนนตรงทางข้าม

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

การชำระค่าปรับตามใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจร

เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
(โดยย่อ)
              ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๑ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

              “มาตรา ๑๔๑/๑  ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
                (๑) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งตั้งแต่สารวัตรขึ้นไป มีหนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามใบสั่งและจำนวนค่าปรับที่ค้างชำระ ให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระค่าปรับตามที่ระบุในใบสั่ง และให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทำการชำระค่าปรับที่ค้างชำระด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๑๔๑ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
                การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถ แล้วแต่กรณี ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้น ทั้งนี้ ตามแบบที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด และให้ถือว่าผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้รับแจ้งเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่ง
                (๒) ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถคันใดไม่ชำระค่าปรับตาม (๑) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
                       (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งจำนวนค่าปรับที่ค้างชำระพร้อมหลักฐานตาม (๑) ไปยังนายทะเบียน และให้นายทะเบียนตรวจสอบข้อมูลและแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นทราบ เพื่อไปชำระค่าปรับที่ค้างชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีเป็นเพียงตัวแทนเจ้าของรถ ให้ผู้มาติดต่อแจ้งให้เจ้าของรถทราบเพื่อไปชำระค่าปรับภายในระยะเวลาดังกล่าว ในการนี้ ให้นายทะเบียนรับชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไว้โดยออกหลักฐานชั่วคราวแทนการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถแทนหลักฐานชั่วคราวตามวรรคหนึ่งให้ใช้แทนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีโดยให้มีอายุสามสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนได้ออกให้
                      (ข) ในกรณีที่เจ้าของรถได้ชำระค่าปรับที่ค้างชำระครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่กำหนดใน (ก) ให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถนำหลักฐานแสดงการชำระค่าปรับที่ได้รับจากพนักงานเจ้าหน้าที่มาแสดงต่อนายทะเบียนเพื่อให้ออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้น
                      (ค) ในกรณีที่เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถที่ได้รับหนังสือแจ้งตาม (ก) ประสงค์จะชำระค่าปรับในวันที่มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปี ให้นายทะเบียนมีอำนาจรับชำระค่าปรับตามจำนวนที่ค้างชำระแทนได้ โดยให้นายทะเบียนรับชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นและออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถ
                      (ง) ในกรณีที่เจ้าของรถไม่ชำระค่าปรับที่ค้างชำระ หรือชำระไม่ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดใน (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้น และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
                           ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้ใดเห็นว่า ตนมิได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถนั้น ให้ทำหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหานั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนตาม (ก) ส่งไปยังสถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ การทำหนังสือโต้แย้งให้ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะกำหนดวิธีการอื่นใดด้วยก็ได้
                           เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรได้รับหนังสือโต้แย้งตามวรรคสอง หากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรยังคงยืนยันและเห็นสมควรดำเนินคดีต่อผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้นั้น ให้ส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลต่อไป แล้วแจ้งผลให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบ
                          เมื่อได้มีการชำระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้ว ให้คดีเป็นอันเลิกกัน และในกรณีที่มีการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ให้ผู้ขับขี่นำหลักฐานการชำระค่าปรับไปขอรับใบอนุญาตขับขี่คืนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เรียกเก็บ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่คืน ให้ถือว่าหลักฐานแสดงการชำระค่าปรับเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดสิบวันนับแต่วันที่ชำระค่าปรับ
                          การรับชำระและการนำส่งเงินค่าปรับ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกำหนด
                          เงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง (๒) (ก) ให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายหักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในอัตราร้อยละห้าของจำนวนเงินที่ได้รับโดยให้นำไปใช้จ่ายได้เช่นเดียวกับเงินงบประมาณตามระเบียบที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกำหนดส่วนเงินที่เหลือให้นำส่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
                         การดำเนินการใด ๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามมาตรานี้ สามารถใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใดตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกำหนด”
                ข้อ ๔  บทบัญญัติในมาตรา ๑๔๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งนี้ มิให้ใช้บังคับกับใบสั่งที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกให้ก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ โดยให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๔๑ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับกับใบสั่งดังกล่าว

บทบัญญัติเดิมที่ถูกยกเลิก 
                "มาตรา ๑๔๑ ทวิ  ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๑ ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจดังต่อไปนี้
                (๑) ในกรณีที่ทราบที่อยู่ของผู้ขับขี่หรือที่อยู่ของเจ้าของรถ ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้มารายงานตัวที่พนักงานสอบสวนในกรณีดังกล่าวนี้ ผู้ได้รับหมายเรียกต้องมารายงานตัวตามวัน เวลา และ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในหมายเรียก และให้พนักงานสอบสวนดำเนินการเปรียบเทียบและว่ากล่าวตักเตือนผู้ได้รับหมายเรียกดังกล่าว
                (๒) ในกรณีที่ไม่อาจส่งหมายเรียกให้แก่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งเป็นหนังสือไปยังนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์และตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก เพื่อให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไปรายงานตัวที่พนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ถ้าผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีเป็นเพียงตัวแทนของเจ้าของรถ ให้ผู้มาติดต่อแจ้งให้เจ้าของรถทราบเพื่อไปรายงานตัวที่พนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ในกรณีดังกล่าวนี้ ให้นายทะเบียนงดรับชำระภาษีประจำปี สำหรับรถคันนั้นไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าได้มีการปฏิบัติตามหมายเรียกนั้นแล้ว
                      การงดรับชำระภาษีประจำปีไม่เป็นเหตุให้ผู้นั้นไม่ต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก แล้วแต่กรณี"

*ข้อพิจารณา.-
              "มาตรา ๑๔๑  ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งตามมาตรา ๑๔๐ อาจเลือก ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
              (๑)  ชําระค่าปรับตามจํานวนที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือตามจํานวนที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่ที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในวัน เวลา ที่ระบุไว้ในใบสั่ง
              (๒)  ชําระค่าปรับตามจํานวนที่ระบุไว้ในใบสั่งโดยการส่งธนาณัติ หรือการส่งตั๋ว แลกเงินของธนาคารโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน สั่งจ่ายให้แก่อธิบดีพร้อมด้วยสําเนาใบสั่งไปยัง สถานที่ และภายในวัน เวลา ที่ระบุไว้ในใบสั่ง เมื่อผู้ได้รับใบสั่งได้ชําระค่าปรับครบถ้วนถูกต้อง แล้วให้คดีเป็นอันเลิกกัน และในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนรีบจัดส่งใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้คืนให้แก่ผู้ได้รับใบสั่งโดยเร็ว และให้ถือว่าใบรับการส่งธนาณัติ หรือใบรับการส่งตั๋วแลกเงิน ประกอบกับใบสั่งเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นเวลาสิบวัน นับแต่วันที่ส่งธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินดังกล่าว วิธีการชําระค่าปรับโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนและวิธีการส่งใบอนุญาตขับขี่คืนให้แก่ผู้ได้รับใบสั่งให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกําหนด"
              จากบทกฎหมายข้างต้น เมื่อผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้รับใบสั่งแล้ว ต้องชำระค่าปรับ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งด้วยตนเอง หรือจะชำระโดยการส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ แต่ถ้าหากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถไม่ดำเนินการชำระค่าปรับดังกล่าวแล้ว
               แต่เดิมให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกให้มาชำระค่าปรับ ถ้าหากไม่อาจส่งหมายเรียกได้ ก็ให้แจ้งไปยังนายทะเบียน เพื่อให้ช่วยแจ้งผู้ที่มาชำระภาษีรถไปพบพนักงานสอบสวนและให้งดรับชำระภาษีประจำปีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีการปฏิบัติตามหมายเรียก โดยไม่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาการปฏิบัติแต่ละขั้นตอนเอาไว้
               แต่กฎหมายแก้ไขใหม่ จึงกำหนดให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถที่ได้รับใบสั่งแล้ว แต่ไม่มาชำระค่าปรับตามกำหนดในใบสั่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ระดับสารวัตรตำรวจขึ้นไปทำหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แจ้งให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถที่ได้รับใบสั่งมาชำระค่าปรับภายใน ๑๕ วัน
              ถ้าหากไม่มาชำระ พนักงานเจ้าหน้าที่จะแจ้งจำนวนค่าปรับพร้อมหลักฐานไปยังนายทะเบียน เมื่อมีผู้มาขอชำระภาษีประจำปีให้นายทะเบียนรับชำระภาษีประจำปีโดยออกหลักฐานชั่วคราวแทน(ป้ายภาษีชั่วคราวมีอายุ ๓๐ วัน) แล้วให้นายทะเบียนตรวจสอบข้อมูลและแจ้งให้ผู้มาติดต่อไปชำระค่าปรับภายใน ๓๐ วัน
              ถ้าหากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถเห็นว่าตนมิได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ทำหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหานั้นภายใน ๑๕ วัน แต่ถ้าเจ้าพนักงานจราจรได้รับหนังสือโต้แย้งแล้ว ยังคงยืนยันและเห็นสมควรดำเนินคดี ให้ส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป แต่ถ้าหากไม่มาชำระค่าปรับภายใน ๓๐ วัน เจ้าพนักงานจราจรแจ้งนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ฉบับจริง) และแจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินการคดีต่อไป แต่ถ้ามาชำระภายใน ๓๐ วัน (นายทะเบียนมีอำนาจรับชำระค่าปรับได้ด้วย) ให้นำหลักฐานการชำระค่าปรับมาแสดงต่อนายทะเบียน นายทะเบียนจะออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ฉบับจริงให้)

ม.๔๔ กับการบังคับใช้เข็มขัดนิรภัย

เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
(โดยย่อ)
               ข้อ ๒  ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๑๒๓ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
               “ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์ รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าว ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย”

               ซึ่งแต่เดิม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  บัญญัติว่า
               "มาตรา ๑๒๓  ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถยนต์ยอมให้ผู้อื่นนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์เกินสองคน
               ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์ ซึ่งนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์ รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย
               ประเภทหรือชนิดของรถยนต์ ลักษณะและวิธีการใช้เข็มขัดนิรภัยตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา"

*ข้อพิจารณา.- แต่เดิมกฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่รถยนต์และคนโดยสารรถยนต์ซึ่งนั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์เท่านั้น ที่ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งขณะโดยสารรถยนต์ แต่ปัจจุบันกฎหมายบังคับใช้กับผู้ที่นั่งโดยสารรถยนต์ทุกคนในรถ ให้ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัย ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของรถยนต์ตามที่อธิบดีกำหนด ซึ่งก็คือ ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดแบบเข็มขัดนิรภัยและประเภทของรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกที่ต้องจัดให้มีเข็มขัดนิรภัย พ.ศ.๒๕๕๕ มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
               รถเก๋ง รถแท็กซี่ รถลีมูซีน รถกระบะ ๔ ประตู
               -  ถ้าจดทะเบียนก่อนวันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๑  = ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย
               -  ถ้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๑ - ๓๑ ธ.ค.๒๕๕๓ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า
               -  ถ้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๔ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง
               รถ ๔ ล้อเล็กรับจ้าง (รถกระป๊อ) 
               -  ถ้าจดทะเบียน ตั้งแต่วันที่ ๑ เม.ย.๒๕๕๕ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่นั่งคนขับตอนหน้า
               รถตู้ส่วนบุคคล
               -  ถ้าจดทะเบียนก่อนวันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๗ = ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย
               -  ถ้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๗ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า
               -  ถ้าผลิตหรือนำเข้าตั้งแต่วันที่ ๑ เม.ย.๒๕๕๕ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง
               รถปิคอัพ รถสองแถว 
               -  ถ้าจดทะเบียนก่อนวันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๗ = ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย
               -  ถ้าจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค.๒๕๓๗ = ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า
               ประเภทเข็มขัดที่บังคับใช้กับรถทุกประเภท
               -  แบบรัดตักและรั้งพาดไหล่ (๓ จุด) ใช้กับ ที่นั่งคนขับและที่นั่งตอนหน้า
               -  แบบคาดเอว (๒ จุด) ใช้กับ ที่นั่งตรงกลาง

อัตราโทษค่าปรับไม่รัดเข็มขัดนิรภัยตามกฎหมายกำหนด
               รถเก๋งส่วนบุคคล : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท 
               รถปิคอัพ : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท 
               รถแท็กซี่ : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท 
               รถตู้สาธารณะ : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท 
               รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท 
               รถบรรทุก (รถสิบล้อ ส่งสินค้า) : คนขับ-ไม่เกิน ๕๐๐ บาท , คนโดยสาร-ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท
*หมายเหตุ.- หากคนขับรถทุกประเภท ไม่จัดให้ผู้โดยสารรัดเข็มเข็มนิรภัย จะถูกปรับอีกไม่เกิน ๕๐๐ บาท 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

กฎกระทรวง
-  กฎกระทรวง กําหนดหลักเกณฑ์การเพิกถอนทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ.๒๕๖๐

-  กฎกระทรวง ว่าด้วยคณะกรรมการประจําจังหวัดและเงื่อนไขการขอจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ.๒๕๔๘
-  กฎกระทรวง ว่าด้วยคณะกรรมการประจำจังหวัดและเงื่อนไขการขอจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ.๒๕๕๖
-  กฎกระทรวง ว่าด้วยคณะกรรมการประจําจังหวัดและเงื่อนไขการขอจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐

-  กฎกระทรวง กําหนดความเสียหายที่จะให้ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น พ.ศ.๒๕๕๒
-  กฎกระทรวง กําหนดความเสียหายที่จะให้ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น จํานวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น การร้องขอรับและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๗

-  กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๖ (พ.ศ.๒๕๓๗) ออกตามความพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ (การทดสอบผู้ขับขี่ว่าเมาสุราหรือไม่)

ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง


ข้อกำหนดเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร
-  ข้อกําหนดเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร เรื่องกําหนดแบบใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่และใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ (ฉ.๓) พ.ศ.๒๕๕๙

ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
-  ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง การชำระค่าปรับ การชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ และวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น โดยผ่านธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงิน และกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ สำหรับความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  พ.ศ.๒๕๕๙
-  ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง การชำระค่าปรับ การชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ และวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น โดยผ่านธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงิน และกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ สำหรับความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  พ.ศ.๒๕๕๙ (แก้คำผิด)
-  ข้อกําหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง กําหนดเงื่อนไขในการใช้ไฟสัญญาณวับวาบ เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นและเครื่องหมายแสดงลักษณะของรถฉุกเฉิน
-  ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง กำหนดระยะเวลาการส่งใบสั่งทางไปรษณีย์ พ.ศ.๒๕๕๙
-  ข้อกำหนด ตร. เรื่องสถานที่ในการชำระค่าปรับโดยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น ตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ พ.ศ.๒๕๕๙

ประกาศ

คำสั่งกระทรวงมหาดไทย
-  คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๕๒๙/๒๕๕๕ เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานจราจรตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หลักการวินิจฉัยคดีจราจรเบื้องต้น

การแสวงหาพยานหลักฐาน
               เมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกขึ้น ไม่ว่าเกิดจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถบรรทุก รถโดยสาร ตลอดจนยานพาหนะทางบกทุกชนิด เมื่อเกิดการเฉี่ยวชนกัน หรือชนกับวัตถุอื่นใดในทาง หรือชนคนเดินเท้า คนโดยสาร ก็ตาม ย่อมจะมีผู้ได้รับความเสียหายและมีผู้ขับขี่หรือกระทำโดยประมาท พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รับแจ้งเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องที่จะต้องมาให้ปากคำแก่พนักงานสอบสวน เช่น ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และเจ้าของรถ เป็นต้น
               ทั้งนี้ ​กฎหมายให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ทำการสืบสวนสอบสวนคดีอุบัติเหตุจราจรทางบก ด้วยการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อจะทราบรายละเอียดแห่งความผิด และรวบรวมพยานหลักฐานตลอดจนการดำเนินการทั้งหลายอื่นซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ โดยในคดีจราจรทางบกให้ถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหาย
               ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุคดีจราจร ทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว พนักงานสอบสวนจะเป็นผู้กล่าวหาในความผิดอาญาดังกล่าวเอง โดยที่คู่กรณีที่พิพาทกันไม่จำต้องเป็นผู้กล่าวหาในคดีจราจรทางบก ส่วนฝ่ายไหนจะเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหา ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยคดีเบื้องต้นของพนักงานสอบสวน โดยจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นก่อนทุกครั้ง
              การแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน สามารถหาได้จากแหล่งข้อมูลดังต่อไปนี้
​               ๑. สถานที่เกิดเหตุ ด้วยการเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ จะทำให้ทราบเกี่ยวกับรายละเอียด ดังนี้
                  -  ลักษณะของถนน มีสภาพเป็นทางหลวง ทางลูกรัง ทางตรง ทางโค้ง หรือทางร่วมทางแยก มีความกว้าง พื้นผิวถนน ความลาดเอียง เป็นต้น
                  -  ร่องรอยบนถนน มีรอยล้อ รอยยาง รอยครูด รอยเลือด ฝุ่น โคลน เศษวัตถุหรือชิ้นส่วนของรถที่ตกอยู่  เป็นต้น
                  -  ลักษณะเครื่องหมายจราจร สัญญาณไฟจราจร โดยสังเกตจากสัญญาณไฟจราจรสีต่างๆ ในทางร่วมทางแยกแต่ละด้านว่า การเปลี่ยนแปลงใช้ระยะเวลาเท่าใด และให้สัญญาณแก่รถเคลื่อนตัวไปทิศทางใดตามลำดับ ลักษณะป้ายจราจร ป้ายบังคับ ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ หรือเครื่องหมายจราจรบนพื้นทางและขอบทางเท้า เส้นแบ่งช่องเดินรถ ทิศทางการเดินรถ เส้นขอบทาง เส้นแนวหยุด เส้นทแยงสำหรับทางแยก และลักษณะลูกศรบนถนนกำหนดทิศทาง เป็นต้น
                  -  สภาพการจราจร  มีรถพลุกพล่าน การจราจรติดขัด ย่านชุมนุมชน เขตก่อสร้าง มีสิ่งกีดขวาง ค่อนข้างเปลี่ยว หรือรถสามารถเคลื่อนด้วยความเร็วได้ เป็นต้น
 ​                 -   ลักษณะภูมิอากาศ มีฝนตก ถนนลื่น ความมืด ความสว่าง มีฝุ่นควัน เป็นต้น
             ​๒. คำให้การของพยานบุคคล ซึ่งจะเล่าให้ทราบถึงรายละเอียดต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ มีดังต่อไปนี้
                  -  บุคคลที่เกี่ยวข้องก่อนหรือในขณะเกิดเหตุ ได้แก่ ผู้ขับรถ ผู้โดยสาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำรถ ผู้เห็นเหตุการณ์ ผู้อยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุ เป็นต้น
                  -  บุคคลที่เกี่ยวข้องหลังเกิดเหตุ ได้แก่ พนักงานสอบสวน แพทย์ เจ้าพนักงานพิสูจน์หลักฐาน เจ้าของรถ บิดามารดาของผู้เยาว์ ญาติของผู้ตาย เป็นต้น
   ​          ๓. สภาพความเสียหายของรถ ทำให้ทราบลักษณะทิศทางการชนของรถ ความเร็วของรถ ความแรงของการชน สีของรถคันที่ชนติดอยู่ ระดับความสูงต่ำหรือตำแหน่งที่ชนกัน คราบเลือดหรือชิ้นเนื้อ เส้นผมของผู้บาดเจ็บที่ติดอยู่ ร่องรอยความเสียหายของรถแต่ละคันที่ชนกัน ซึ่งเมื่อนำรถคู่กรณีมาวางเทียบตำแหน่งเข้าด้วยกันแล้วพิจารณาประกอบกับร่องรอยบนถนนแล้วจะสามารถบอกทิศทางการชนกันของรถได้
             ๔. ลักษณะอาการบาดเจ็บ ลักษณะของบาดแผลที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ความรุนแรงจนเกิดการแตกหักของกระดูก รอยถลอก ทำให้ทราบทิศทางการชนของรถ ความเร็วรถ ทิศทางการล้มหรือกระแทกระหว่างร่างกายกับอุปกรณ์ส่วนควบของรถหรือกับพื้นถนน เป็นต้น
             ๕. ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น ในทางวิทยาศาสตร์  การตรวจพิสูจน์หลักฐาน การแพทย์ การช่างซ่อมตัวรถ หรือเครื่องยนต์ของรถ และความเห็นของผู้นั้นอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยคดีในการสอบสวนหรือพิจารณาคดี
             ๖. แหล่งอื่น ๆ เช่น กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ตรงทางร่วมทางแยก กล้องวีดิโอติดหน้ารถยนต์ เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รถบรรทุกขนาดใหญ่ขับช่องขวาของเดินรถ

              ในทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ผู้ขับรถบรรทุกพ่วง สามารถแซงหรือขับในทางเดินรถด้านขวา ได้หรือไม่

              ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  ลักษณะ ๓ การใช้ทางเดินรถ  หมวด ๑  การขับรถ
              "มาตรา ๓๔  ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป หรือที่ได้จัดช่องเดินรถประจำทางไว้ในช่องเดินรถซ้ายสุด ผู้ขับขี่ต้องขับรถในช่องซ้ายสุดหรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ ให้เดินทางขวาของทางเดินรถได้
              (๑) ในช่องเดินรถนั้นมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร
              (๒) ทางเดินรถนั้น เจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว
              (๓) จะต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อเข้าบริเวณใกล้ทางร่วมทางแยก
              (๔) เมื่อจะแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น
              (๕) เมื่อผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถในช่องเดินรถด้านซ้าย"

             "มาตรา ๓๕  รถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถคันอื่นที่ขับในทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่จะกระทำได้
              ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ในทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปหรือได้จัดช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายไว้โดยเฉพาะ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุดหรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทางแล้วแต่กรณี
              ความในวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์"

หมวด ๒  การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า
             "มาตรา ๔๔  ผู้ขับขี่ซึ่งประสงค์จะขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถ ซึ่งไม่ได้แบ่งช่องทางเดินรถไว้ ต้องให้สัญญาณโดยกระพริบไฟหน้าหลายครั้ง หรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวขวา หรือให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันหน้าให้สัญญาณตอบตามมาตรา ๓๗ (๓) หรือมาตรา ๓๘ (๓) และเมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางรถอื่นที่กำลังแซงแล้ว จึงจะแซงขึ้นหน้าได้
             การแซงต้องแซงด้านขวาโดยมีระยะห่างจากรถที่ถูกแซงพอสมควรเมื่อเห็นว่าได้ขับผ่านขึ้นหน้ารถที่ถูกแซงไปในระยะที่ห่างเพียงพอแล้วจึงจะขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถได้"

 *ข้อพิจารณา.- เห็นได้ว่า กฎหมายได้กำหนดวิธีการขับรถในทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป โดยให้ผู้ขับขี่รถไม่ว่าเป็นรถประเภทใดก็ต้องขับรถในช่องทางซ้ายสุด(หรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทางถ้าหากมีช่องทางเดินรถประจำทางอยู่ทางซ้ายสุด)เท่านั้น เว้นแต่ กรณีช่องทางนั้นถูกปิดหรือมีสิ่งกีดขวาง(ผิวถนนขรุขระเล็กน้อยไม่น่าจะใช่สิ่งกีดขวาง) หรือกรณีทางเดินรถนั้นเจ้าพนักงานกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว หรือกรณีต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก หรือกรณีเมื่อแซงรถหรือขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถอื่นที่อยู่ช่องเดินรถด้านซ้ายนั้น ผู้ขับขี่จึงจะมีสิทธิขับรถในช่องทางเดินรถด้านขวาได้ นอกจากนี้ ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร หรือรถจักรยานยนต์ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุด หรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทาง แล้วแต่กรณี โดยรถบรรทุก(ที่ไม่ใช่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัมและรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน) นั้น เห็นว่ารถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร และรถจักรยานยนต์ เป็นรถที่มีความเร็วต่ำหรือต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่มากกว่ารถยนต์ชนิดอื่น จึงกำหนดให้ขับเฉพาะช่องทางด้านซ้ายสุดอยู่เสมอ ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้ห้ามไม่ให้รถบรรทุกดังกล่าวแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น หากแต่ว่าเมื่อแซงไปในระยะที่ห่างเพียงพอแล้วก็ให้ขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถตามเดิม พิเคราะห์ได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยในการเดินรถและไม่เป็นการกีดขวางรถคันอื่นที่จะแซงขึ้นหน้า จึงกำหนดให้ผู้ขับขี่รถทุกชนิดต้องขับรถในช่องทางด้านซ้ายสุดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะขับรถด้วยความเร็วสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ตาม ผู้ขับขี่ก็ไม่สามารถขับรถในทางเดินรถด้านขวาสุดได้ แม้ว่าทางเดินรถนั้นได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปก็ตาม เว้นแต่มีรถที่ช้ากว่าจึงจะแซงรถที่ช้ากว่าได้ แต่เมื่อแซงขึ้นหน้าได้แล้วก็ต้องขับชิดเข้ามาในช่องทางเดินรถซ้ายสุดตามเดิม ส่วนรถบรรทุกที่มีขนาดใหญ่และใช้ความเร็วได้ต่ำกว่ารถอื่น ก็ต้องขับในช่องทางซ้ายสุดอยู่เสมอ ไม่ได้ห้ามไม่ให้แซง แต่ถ้ารถบรรทุกขนาดใหญ่แซงรถอื่นในระยะห่างที่เพียงพอแล้ว ก็ต้องรีบกลับเข้าช่องทางเดินรถด้านซ้ายสุดทันที เพื่อให้รถยนต์อื่นที่ตามหลังมาและความเร็วสูงกว่ามีโอกาสได้แซงรถบรรทุกนั้นด้วย เพราะถ้าหากรถบรรทุกขับอยู่แต่ในช่องทางเดินรถด้านขวานาน ๆ ถึงแม้ว่าผู้ขับขี่จะอ้างว่ากำลังแซงรถที่มีความเร็วต่ำกว่าที่อยู่ในทางเดินรถด้านซ้ายสุดก็ตาม แต่การขับอยู่ในทางเดินรถด้านขวาตลอดเวลาก็อาจจะเป็นการกีดขวางความสะดวกรวดเร็วของรถยนต์คันอื่นที่ตามหลังมาจนไม่สามารถแซงขึ้นหน้ารถบรรทุกนั้นได้เช่นเดียวกัน

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

แข่งรถในทางหรือขับรถเมาสุราอาจถูกยึดรถ

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
              วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ ๔๖/๒๕๕๘ เรื่อง "มาตรการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะ" เพื่อให้การระงับยับยั้งและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ อันตราย และความเสียหายอันเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปและจัดระเบียบสังคม คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นมา และยังไม่มีคำสั่งยกเลิกแม้ว่าจะล่วงเลยเทศกาลปีใหม่มาแล้วก็ตาม อันมีสาระสำคัญ คือ
พฤติการณ์กระทำผิด
              "ในกรณีที่บุคคลมีพฤติการณ์หรือกระทำการดังต่อไปนี้
               (๑)  รวมกลุ่ม หรือมั่วสุม หรือจัดให้มีการรวมกลุ่ม หรือมั่วสุมในลักษณะหรือโดยพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ในทาง อันเป็นความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก"
               (*ข้อพิจารณา.– เพียงแต่เริ่มมีการรวมกลุ่ม และมั่วสุม โดยมีพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถ เจ้าพนักงานก็มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายได้แล้ว)
               "(๒)  ขับขี่รถยนต์โดยสารสาธารณะ รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร หรือรถบรรทุกตั้งแต่หกล้อขึ้นไป โดยประมาท หรือโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้มีบุคคลบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ชีวิต"
               (*ข้อพิจารณา.– ต้องเป็นกรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับรถ จำนวน ๓ ประเภท คือ รถยนต์โดยสารสาธารณะ รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร และรถบรรทุกตั้งแต่หกล้อขึ้นไป ที่ผู้ขับขี่ได้ขับรถโดยประมาทหรือเมาสุรา แล้วเกิดอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย)

อำนาจของเจ้าพนักงาน 
                ทั้ง ๒ กรณีข้างต้น  เจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจดำเนินการ ดังนี้
                (๑)  ยึดใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ ไว้เป็นการชั่วคราวได้ไม่เกิน ๓๐ วัน
                (๒)  นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่สงสัยว่าจะใช้ในการกระทำผิด มาเก็บรักษาไว้เป็นการชั่วคราวไม่น้อยกว่า ๗ วัน (หรือเกินกว่า ๗ วัน) ได้เท่าที่จำเป็นต่อการป้องกันหรือรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยสาธารณะ
                (๓)  จับกุมและควบคุมตัวไว้เพื่ออบรมความประพฤติ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๗ วัน แต่ไม่เกิน ๑๕ วัน โดยจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้ต้องหามิได้
                (*ข้อพิจารณา.- กรณีการรวมกลุ่มเพื่อจะแข่งรถ อาจถูกยึดใบอนุญาตขับขี่หรือถูกยึดรถชั่วคราว และถูกควบคุมตัวแบบไม่ใช่ผู้ต้องหาไว้เพื่ออบรมความประพฤติตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนการขับรถยนต์ทั้ง ๓ ประเภท ก็อาจถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดใบอนุญาตขับขี่และยึดรถได้เช่นกัน ถ้าหากเจ้าพนักงานตำรวจเห็นว่าขับรถโดยประมาทหรือเมาสุราแล้วเชื่อว่าจะขับไปเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงดังกล่าวข้างต้น

การควบคุมตัว
                ไม่ถือว่าการควบคุมตัวดังกล่าว เป็นการควบคุมตัวผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาควบคุมตัวแล้ว หากมีเหตุอันจะต้องดำเนินคดีต่อบุคคลที่ถูกควบคุมตัวดังกล่าวในฐานะเป็นผู้ต้องหา ก็ให้ส่งตัวบุคคลนั้นให้พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย โดยไม่ให้นับระยะเวลาการควบคุมตัวประมาณ ๗ - ๑๕ วัน เพื่ออบรมความประพฤตินั้น รวมเข้ากับการควบคุมตัวในฐานะผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ผู้ประกอบกิจการ
                ในกรณีบุคคลที่ได้ขับรถโดยประมาทหรือเมาสุราก่อให้เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายข้างต้น เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ให้นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือสั่งปิดกิจการนั้นเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้ ไม่เกิน ๑๕ วัน เว้นแต่ผู้ได้รับใบอนุญาตดังกล่าวจะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นและได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ขับรถกระทำการดังกล่าว

การคุ้มครองเจ้าพนักงาน
                เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำการไปตามอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งนี้โดยสุจริต และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

ถือโทรศัพท์ขณะที่รถติดไฟแดง

               การหยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดงนั้น ยังอยู่ในความหมายของการขับรถ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายกำหนดให้ ผู้ขับขี่ซึ่งควบคุมรถอยู่ในทางเดินรถ จะต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร ซึ่งรวมถึงการหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เพื่อรอสัญญาณไฟจราจรด้วย
               ดังนั้น การหยุดรถเพื่อรอสัญญาณไฟจราจร จึงเป็นเพียงการปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรเท่านั้น โดยผู้ขับขี่ยังคงต้องควบคุมรถและปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรต่อไป
               การคุ้มครองความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน มาตรา ๔๓ (๙) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ กำหนดห้ามผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับรถ โดยกำหนดข้อยกเว้นไว้กรณีเดียว คือ กรณีใช้งานโดยผ่านอุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น
               เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ ห้ามการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะที่ควบคุมรถอยู่ในทางเดินรถ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะอยู่ในระหว่างการเคลื่อนที่ หรืออยู่ระหว่างการหยุดรถตามสัญญาณจราจร โดยยกเว้นไว้เฉพาะการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น
               ฉะนั้น การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะที่หยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดง โดยไม่ใช้อุปกรณ์เสริมตามข้อยกเว้นดังกล่าว จึงเป็นการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระหว่างการขับรถและเป็นความผิดตามกฎหมาย
(*ที่มา.- บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะหยุดรถตามสัญญาณจราจรไฟสีแดง เรื่องเสร็จที่ ๑๑๘๑/๒๕๕๘)

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รถฉุกเฉิน

รถฉุกเฉิน 
ตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522
 
              "มาตรา 4 (19)  ให้นิยามคำว่า "รถฉุกเฉิน" หมายความว่า รถดับเพลิง และรถพยาบาลของราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี(หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ)ให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะกำหนดให้"

รถฉุกเฉินจะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือก่อน

             "มาตรา 13  ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถทุกชนิดในทางเดินรถใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ เสียงสัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณที่เป็นเสียงนกหวีดเสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควร หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
              อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้รถฉุกเฉิน รถในราชการทหารหรือตำรวจหรือรถอื่นใช้ไฟสัญญาณวับวาบหรือใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นได้ ในการนี้อธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ไฟสัญญาณหรือเสียงสัญญาณรวมทั้งกำหนดเครื่องหมายที่แสดงถึงลักษณะของรถดังกล่าวด้วยก็ได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สิทธิของผู้ขับขี่รถฉุกเฉิน

              "มาตรา 75  ในขณะที่ผู้ขับขี่รถฉุกเฉินไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้ขับขี่มีสิทธิดังนี้
                  (1)  ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้
                 (2)  หยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ห้ามจอดรถ
                 (3)  ขับรถเกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้
                 (4)  ขับรถผ่านสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรใด ๆ ที่ให้รถหยุด แต่ต้องลดความเร็วของรถให้ช้าลงตามสมควร
                 (5)  ไม่ต้องปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัติ หรือข้อบังคับการจราจรเกี่ยวกับช่องเดินรถ ทิศทางของการขับรถหรือการเลี้ยวที่กำหนดไว้
                 ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี"

              "มาตรา 76  เมื่อคนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์เห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้ คนเดินเท้า ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ ต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้
                  (1)  สำหรับคนเดินเท้าต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทาง หรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัย หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด
                  (2)  สำหรับผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้าย หรือในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดช่องเดินรถประจำทาง แต่ห้ามหยุดรถหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก
                  (3)  สำหรับผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ ต้องบังคับสัตว์ให้หยุดชิดทาง แต่ห้ามหยุดในทางร่วมทางแยก
                ในการปฏิบัติตาม (2) และ (3) ผู้ขับขี่และผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องรีบกระทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้และต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี

              "มาตรา 127  ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ
                  (1)  ตามหลังรถฉุกเฉินซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในระยะต่ำกว่าห้าสิบเมตร

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

ปริมาณแอลกอฮอล์กับความประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2803/2550
ป.อ. มาตรา 56, 59 วรรคสี่, 63, 291
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(4), 157

              จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถ ในเขตชุมชนใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้าน ตามหลังรถยนต์กระบะ ไปตามถนนที่แบ่งเป็น 2 ช่องจราจรแล่นสวนกัน จำเลยที่ 1 ควรใช้ความเร็วต่ำและเว้นระยะให้ห่างมากพอที่จะหยุดรถได้ทัน โดยไม่ให้ชนรถคันหน้า ยิ่งมีฝนตกและเป็นเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ควรต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น 
              การที่จำเลยที่ 1 ต้องหักหลบไปทางขวา เมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดรถ เพราะมีรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมัน ก็เกิดจากจำเลยที่ 1 เกรงว่าจะหยุดไม่ทันเนื่องจากรถที่จำเลยที่ 1 ขับบรรทุกของหนัก การหักหลบไปทางขวาเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับจะต้องใช้ความเร็วสูง ทั้งไม่เว้นระยะให้ห่างรถยนต์กระบะซึ่งขับอยู่ข้างหน้า ให้อยู่ในระยะที่สามารถหยุดรถได้ทันที รถของจำเลยที่ 1 จึงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถยนต์สวนมา และเกิดเหตุชนกับรถที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย 
              การที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291
              แม้จะมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทันเมื่อจำเลยที่ 1 หยุดรถกะทันหัน ได้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด และการขับรถยนต์ประมาทของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่ผู้ตาย
             ส่วนกรณีที่แพทย์ตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ในศพผู้ตาย ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับนี้มีผลต่อร่างกายทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหักหลบรถยนต์กระบะที่ต้องหยุดรถกะทันหัน เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถที่ผู้ตายขับสวนมา จึงเกิดชนกันในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับมา 
             จึงเห็นได้ว่า ผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ไม่ว่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดตามปริมาณที่ตรวจพบหรือไม่ ก็ไม่อาจทำให้ผู้ตายหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุชนกันได้ จึงไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นผิดไปได้ 
              ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในทำนองขอให้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษ เพื่อลงโทษให้เหมาะสมและขอให้รอการลงโทษด้วยนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามแล้ว โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และกรณีไม่อาจรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ 

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้อสันนิษฐาน ขับรถในขณะเมาสุรา (ถ้าไม่ยอมให้ทดสอบ)


              ให้เพิ่มเติม วรรคสาม ของมาตรา ๒๔  แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒  ดังนี้
              "การแสดงสัญญาณจราจรของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรานี้ พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้ไฟฉายเรืองแสง หรืออุปกรณ์เรืองแสงอื่นด้วยก็ได้"

*ข้อพิจารณา บทบัญญัติเดิมของมาตรา ๒๔ เป็นเรื่องที่ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ปรากฎข้างหน้า ซึ่งว่าด้วยเรื่องของสัญญาณมือ ส่วนกฎหมายที่เพิ่มเติมใหม่โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ใช้ไฟฉายเรืองแสงหรืออุปกรณ์เรืองแสงในเวลากลางคืน ประกอบสัญญาณมืออีกด้วย ก็ได้
----------------------------------
             ให้ยกเลิก มาตรา ๑๔๒ แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งเดิมบัญญัติว่า
             "เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถ ในเมื่อ
               (๑) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖
               (๒) เห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้นได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ
               ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่า หย่อนความสามารถในอันที่จะขับ หรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หรือไม่
               ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวผู้นั้นไว้ดำเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว และเมื่อผู้นั้นยอมให้ทดสอบแล้ว หากผลการทดสอบปรากฏว่าไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที
               การทดสอบตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"

               และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๔๒
               "เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถ ในเมื่อ
               (๑) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖
               (๒) เห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้น ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ
               ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่
               ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวผู้นั้นไว้ดำเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว และเมื่อผู้นั้นยอมให้ทดสอบแล้ว หากผลการทดสอบปรากฏว่าไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที
               ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่า ผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หากผู้นั้นยังไม่ยอมทดสอบตามวรรคสามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๒)
               การทดสอบตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"

*ข้อพิจารณา.-  กฎหมายใหม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังนี้  
               -  กฎหมายใช้คำว่า "กรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนฯ" แทนคำว่า "เมื่อเห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้นได้ฝ่าฝืนฯ" แสดงว่า เจ้าพนักงานสามารถใช้ดุลยพินิจที่จะสั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ได้ ถ้าปรากฏว่าผู้ขับขี่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าเป็นผู้ขับขี่และเมาสุราแล้วขับรถหรือหย่อนความสามารถ เจ้าพนักงานก็สามารถสั่งให้มีการทดสอบได้แล้ว ซึ่งกฎหมายเดิมเจ้าพนักงานต้องเห็นว่าผู้นั้นกำลังขับรถและขับในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ หรือในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ตามมาตรา ๔๓ (๑) , (๒) จึงจะสั่งให้มีการทดสอบได้
               -  กรณีผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบ เจ้าพนักงานมีอำนาจกักตัวไว้เพื่อดำเนินการทดสอบได้ ระยะเวลากักตัวนั้นไม่กำหนดแน่ชัดว่ากี่ชั่วโมง แต่กฎหมายบัญญัติว่าได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว ถ้ายอมให้ทดสอบแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที
               -  ตามมาตรา ๑๔๒ วรรคสอง ให้อำนาจพนักงานสอบสวนซึ่งปฏิบัติหน้าที่สอบสวนอยู่ในที่ทำการพนักงานสอบสวนสั่งให้มีการทดสอบได้ด้วย แม้ว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้เป็นผู้สั่งให้หยุดรถตามมาตรา ๑๔๒ วรรคแรก แต่ถ้าหากพนักงานสอบสวนเห็นเหตุการณ์ในขณะอยู่ในที่เกิดเหตุนั้นด้วยตนเอง หรือได้รับแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เห็นเหตุการณ์ในขณะนั้นว่าผู้ขับขี่ได้ขับรถในขณะเมาสุราประกอบกับมีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าขณะนั้นผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นจริง พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ได้ทันทีเช่นกัน
               -  มาตรา ๑๔๒ แก้ไขใหม่ได้เพิ่มเติมวรรคสี่ อันเป็นบทสันนิษฐานโดยเด็ดขาด ในกรณีที่มีการสั่งให้มีการทดสอบแล้ว ผู้นั้นไม่ยอมให้ทดสอบ แม้ว่าจะมีการกักตัวไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่าที่จำเป็นแก่กรณีเพื่อการทดสอบแล้วก็ตาม
                  ซึ่งการทดสอบสามารถทำได้ ๓ วิธี คือ ตรวจวัดลมหายใจโดยวิธีเป่า ตรวจวัดจากปัสสาวะ และตรวจวัดจากเลือด ตามลำดับ โดยการตรวจวัดจากปัสสาวะและเลือดจะสามารถทำได้ต่อเมื่อไม่สามารถตรวจวัดจากลมหายใจได้เท่านั้น และการตรวจวัดจากเลือดจะต้องส่งตัวผู้นั้นไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยทำการเจาะเลือดภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
                  ถ้าหากผู้นั้นไม่ยินยอมให้ทำการทดสอบดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ดังนี้ เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนก็สามารถดำเนินคดีผู้นั้นได้ตามกฎหมาย เสมือนเป็นผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ซึ่งศาลสามารถรับฟังคำให้การของเจ้าพนักงานตำรวจที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีได้เช่นเดียวกัน
              -  ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยไม่ยอมให้ทดสอบตามมาตรา ๑๔๒ วรรคสอง ย่อมมีโทษตามมาตรา ๑๕๔ (๓) อีกฐานหนึ่งด้วย คือ ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท

บทความที่เกี่ยวข้อง
ถ้าไม่ยอมให้ตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย
การเก็บเลือดและส่วนประกอบอื่นของร่างกาย
(Update: 04-sep-15)

จับผิดด้วยกล้อง ให้ส่งใบสั่งทางไปรษณีย์


            ยกเลิก มาตรา ๑๔๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งเดิมบัญญัติว่า
            "เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ จะว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ก็ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย"

            และให้ใช้  มาตรา ๑๔๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติใหม่ว่า
            "เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบด้วยตนเองหรือโดยการใช้เครื่องอุปกรณ์ใด ๆ ว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ จะว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถให้ผู้ขับขี่เห็นได้ง่ายและถ้าไม่สามารถติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้สั่งใบสั่งพร้อมพยานหลักฐานโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถภายในระยะเวลาตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด นับแต่วันที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบการกระทำความผิด และให้ถือว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถได้รับใบสั่งนั้นเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันส่ง"

* ข้อพิจารณา.-  กฎหมายที่แก้ไขใหม่ มีการเพิ่มเติมดังนี้
             - เพิ่มเติมคำว่า "พบด้วยตนเองหรือโดยการใช้เครื่องอุปกรณ์ใด ๆ"
                เห็นว่า เจ้าพนักงานต้องเป็นผู้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง เช่น ใช้เครื่องตรวจจับความเร็ว กล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือกล้องถ่ายรูป เป็นต้น
             -  เพิ่มเติมคำว่า "และถ้าไม่สามารถติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้สั่งใบสั่งพร้อมพยานหลักฐานโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถภายในระยะเวลาตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด นับแต่วันที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบการกระทำความผิด และให้ถือว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถได้รับใบสั่งนั้นเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันส่ง"
                ยกตัวอย่าง เมื่อรถขับผ่านกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือเครื่องตรวจจับความเร็ว เจ้าพนักงานย่อมไม่สามารถผูกติดใบสั่งได้อย่างแน่นอน กฎหมายได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานส่งใบสั่ง พร้อมรูปถ่ายรถที่ขับด้วยความเร็วเกินกำหนด หรือฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ไปให้เจ้าของรถหรือผู้ครอบครอง โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเท่านั้น
                นับแต่วันที่เจ้าพนักงานพบการกระทำความผิด เจ้าพนักงานจะต้องส่งหลักฐานนั้นไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถภายในระยะเวลาตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันส่งใบสั่ง ให้ถือว่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองได้รับใบสั่งแล้ว
              หลังจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถได้รับใบสั่งตามข้อสันนิษฐานข้างต้น แล้วอาจเลือกปฏิบัติโดยให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถไปชำระค่าปรับตามสถานที่ระบุในใบสั่งหรือชำระโดยการสั่งธนาณัติ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๑ แห่งพระราชบัญญัตินี้  ถ้าผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถไม่ปฏิบัติตามใบสั่ง พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจตามมาตรา ๑๔๑ ทวิ กล่าวคือ ออกหมายเรียกให้มาพบเพื่อสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และแจ้งเป็นหนังสือไปยังนายทะเบียนขนส่งทางบกให้งดรับชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าได้มีการปฏิบัติตามหมายเรียกนั้นแล้ว (ปัจจุบันมีการยกเลิกมาตรา ๑๔๑ ทวิ แล้ว)

บทความที่เกี่ยวข้อง 
การชำระค่าปรับตามใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจร

(Update : 28/07/2560)

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ชนแล้วหนีและไม่ช่วยเหลือจนผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๕๑๖/๒๕๔๙
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง , ๑๙๕ วรรคสาม, ๒๒๕
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๖๐
             โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงผ่านทางร่วมทางแยกเป็นเหตุให้พุ่งเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ ๑ ขับ ทำให้ผู้เสียหายที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้า กระดูกเบ้าตาแตกยุบ ลูกนัยน์ตาทั้งสองข้างชอกช้ำมาก สูญเสียลูกนัยน์ตาซ้ายอย่างถาวร (ตาบอด) อันเป็นอันตรายสาหัส และภายหลังที่จำเลยกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัส
             ดังนี้ คำบรรยายฟ้องดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังว่า การหลบหนีของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ ได้รับอันตรายสาหัส เนื่องจากผู้เสียหายที่ ๑ ต้องได้รับอันตรายสาหัสโดยสูญเสียลูกนัยน์ตาตั้งแต่ขณะถูกรถชนแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรฯ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัส ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๖๐ วรรคสอง แต่เป็นเพียงการขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา ๑๖๐ วรรคหนึ่ง เท่านั้น
             ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๗๘ และมาตรา ๔๓ (๘) โดยไม่ระบุวรรคและไม่ปรับบทลงโทษมาตรา ๑๖๐ วรรคสาม ด้วยนั้น ไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ จำเลยมีความผิดตามมาตรา ๔๓ (๔) (๘), ๗๘ วรรคหนึ่ง, ๑๕๗, ๑๖๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีทำแผนที่แสดงสัญญาณไฟจราจร

               เมื่อมีอุบัติเหตุรถชนกันขึ้นบริเวณทางร่วมทางแยก พนักงานสอบสวนจะจัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุขึ้นฉบับหนึ่ง ประกอบไปด้วย รูปวาดช่องทางเดินรถ เครื่องหมายบนพื้นทาง ป้ายจราจร รูปวาดตำแหน่งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ศพผู้ตาย ร่องรอยบนพื้นถนน รอยครูด รอยยางรถ ทิศทางการเดินรถ ทิศทางการขับรถของคู่กรณี ระยะห่างของรถคู่กรณี ระยะห่างจากขอบทาง ระยะห่างจากจุดสำคัญต่าง ๆ ตลอดจนอาคารบ้านเรือน ต้นไม้ หลักกั้นทางโค้ง ฯลฯ วาดเขียนลงในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าว
              แต่กรณีที่เกิดเหตุเป็นทางร่วมทางแยกที่มีสัญญาณไฟจราจร การวินิจฉัยคดีจึงต้องถือสัญญาณจราจรเป็นหลัก จะนำหลักของทางเอกทางโทมาใช้วินิจฉัยย่อมไม่ได้  เมื่อสอบถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่า ฝ่ายตนได้รับสัณญาณจราจรไฟสีเขียวด้วยกันทั้งคู่ ประกอบกับทางแยกที่เกิดเหตุไม่มีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาเปิดให้ดูย้อนหลังว่าฝ่ายใดฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรด้วยแล้ว การวินิจฉัยคดีเบื้องต้นย่อมจะพิจารณาได้ค่อนข้างลำบากว่าฝ่ายใดที่ให้การเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง
              ดังนั้น จึงมีข้อแนะนำแก่พนักงานสอบสวนที่ทำหน้าที่วินิจฉัยคดีว่าฝ่ายใดพูดความจริงมากกว่ากัน โดยต้องเดินทางไปตรวจดูการเปิด-ปิดสัญญาณจราจรไฟสีต่าง ๆ ทุกด้านของทางร่วมทางแยกนั้น แล้ววาดเขียนแผนที่สัญญาณไฟจราจรขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งสำหรับประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่จัดทำขึ้นตามปกติข้างต้น รวมเข้าไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย
              แผนที่แสดงสัญญาณไฟจราจร นี้จะแสดงให้เห็นว่า ในทางร่วมทางแยกมีการให้สัญญาณแก่รถในทางแต่ละด้านเคลื่อนผ่านทางร่วมทางแยก ก่อน-หลัง เรียงตามลำดับกันอย่างไร  เพราะทางแยกบางแห่งมีการให้สัญญาณรถตรงไป หรือเลี้ยวรถแตกต่างกันกับอีกแห่งหนึ่งตามความประสงค์ของนักวิศวกรรมจราจรที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม (ซึ่งบางแห่งก็ไม่เหมาะสมเพราะทำให้รถเกิดอุบัติเหตุชนกันบ่อย ซึ่งผู้เขียนเคยทำหนังสือนำเรียนไปยังแขวงการทางจังหวัดให้ปรับเปลี่ยนการเปิดสัญญาณไฟจราจรของทางแยกบางแห่งมาแล้ว ซึ่งหลังจากปรับเปลี่ยนการเปิดสัญญาณไฟแบบใหม่ปรากฏว่าอุบัติเหตุลดลงได้จริง) ยกตัวอย่างเช่น บางแห่งให้สัญญาณรถเคลื่อนไปทีละด้านจนครบทุกด้าน บางแห่งก็ให้สัญญาณรถขับตรงไปในลักษณะสวนกันก่อนแล้วค่อยให้สัญญาณเลี้ยวรถในภายหลัง ก็มี
              นอกจากนี้ การระบุระยะเวลาของการให้สัญญาณไฟสีเขียว สีเหลือง สีแดง ซึ่งเรียงตามลำดับแก่ทางเดินรถแต่ละด้านว่าใช้เวลากี่วินาที จะทำให้รู้ว่า ทางเดินรถแต่ละด้านมีช่วงเวลาเดินรถจำกัดเพียงใด เพราะบางครั้ง ทางเดินรถแต่ละด้านจะมีระยะเวลาการเดินรถผ่านทางร่วมทางแยกไปไม่เท่ากัน เราจะพบว่าเส้นทางสายหลักที่มีปริมาณรถจำนวนมาก สัญญาณจราจรไฟสีเขียวจะมีเวลาเดินรถมากกว่าเส้นทางสายรองที่มีปริมาณรถน้อยกว่า เป็นต้น
             การสังเกตระยะเวลาและทิศทางปรับเปลี่ยนของสัญญาณจราจรไฟสีต่างๆ ในแต่ละด้าน จะทำให้เราทราบว่า ขณะเกิดเหตุรถในช่องทางใด หยุดรอสัญญาณจราจรไฟสีแดงบ้าง ในขณะที่อีกช่องทางหนึ่งได้รับสัญญาณไฟสีเขียวให้เคลื่อนผ่านทางร่วมทางแยกไปได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่ทำไว้เป็นฉบับที่มีจุดชน รอยชน รอยครูด หรือรอยยางแล้ว ทำให้รู้ได้ว่า รถคันไหนน่าจะฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรสีแดง คู่กรณีฝ่ายใดน่าจะให้การตามความเป็นจริง ฝ่ายใดให้การเท็จ ซึ่งจะทำให้พนักงานสอบสวนสามารถซักถามตามความเป็นจริง และง่ายต่อการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายเสียเปรียบหรือเป็นฝ่ายก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ค่าเสียหายกรณีต่างฝ่ายต่างประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๓๙๑/๒๕๕๑
ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๓ , ๔๓๘, ๔๔๒
ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ , ๔๗
              จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเลี้ยวขวาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ดูให้ปลอดภัยและไม่ให้สัญญาณใด ในขณะที่โจทก์ขับรถจักรยานยนต์เบียดแซงขึ้นมาโดยไม่ให้สัญญาณใดๆ ทำให้เฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะบ้าด้านขวาและกระดูกหน้าแข้งขวาหักต้องรักษาโดยการผ่าตัด รถจักรยานยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์และจำเลยต่างถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นว่าขับรถด้วยความประมาท โจทก์และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษทั้งโจทก์และจำเลยแล้ว
              ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ ปรากฏว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญามีแต่เพียงว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ
              ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่ง ทั้งโจทก์และจำเลยย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่า ใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่ง หรือไม่ เพียงใด เพราะคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง
              บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดเป็นมูลหนี้ละเมิดขึ้นนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๒ วางหลักไว้ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๒๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ" ข้อสำคัญก็คือว่า ความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร และมาตรา ๔๓๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด"
               ดังนั้น การที่จะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ จำเป็นที่โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยประมาทมากกว่า และโจทก์เสียหายจากการประมาทมากกว่า นั้นอย่างไร เพียงใด
               ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลในคดีส่วนแพ่งมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยใครเป็นฝ่ายประมาทมากกว่ากัน ไม่ขัดต่อคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยประมาทมากกว่า และเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์จำเลยต่างก่อขึ้นแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินรวม ๒๙,๕๐๐ บาท เป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว
                ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยต่อไปว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยมีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น เป็นการก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งได้ยุติไปแล้ว เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์เพื่อให้ได้รับค่าเสียหายมากขึ้น ทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวจึงเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ที่ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รัฐเป็นผู้เสียหายในคดีจราจรทางบก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๖๒๓๕/๒๕๕๑
ป.พ.พ. มาตรา ๘
ป.วิ.อ. มาตรา  ๔๖
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ , ๑๕๗
                การที่จะถือเอาข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้นั้นจะต้องเป็นคดีที่มีมูลกรณีเดียวกันและเป็นคู่ความเดียวกัน ซึ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ คู่ความในคดีส่วนแพ่งก็จะต้องเป็นผู้เสียหายในคดีอาญานั้นด้วย สำหรับคดีอาญาของศาลแขวงสงขลานั้น จำเลยที่ ๑ เคยถูกพนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลาเป็นโจทก์ฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดฐานขับรถยนต์บรรทุกโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓, ๑๕๗ ซึ่งความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ในคดีนี้ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลา เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายหรือคู่ความในคดีอาญาของศาลแขวงสงขลา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลแขวงสงขลาจึงไม่ผูกพันโจทก์ในคดีนี้ การพิพากษาคดีส่วนแพ่งในคดีนี้ศาลไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา
              เหตุสุดวิสัยจะต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม เหตุที่รถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ ๑ ขับชนรถยนต์คันที่เอาประกันภัยกับโจทก์ไว้นั้น เป็นเพราะลูกปืนล้อรถพ่วงด้านขวาแตกเป็นเหตุให้ล้อรถพ่วงด้านนั้นหลุด รถจึงเสียการทรงตัว ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวรถย่อมมีทั้งที่อยู่ภายนอกและภายใน อุปกรณ์บางชิ้นตรวจสอบได้ด้วยสายตา บางชิ้นเสื่อมสลายไปตามสภาพการใช้งาน ซึ่งล้วนแต่ต้องตรวจตราจากผู้ใช้งานทั้งสิ้นไม่ว่าจะตรวจสอบเองในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะหรือโดยผู้อื่นที่มีหน้าที่ก็ตาม จำเลยที่ ๑ จะอ้างว่าลูกปืนล้อรถเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ภายใน ไม่ใช่หน้าที่ตรวจสอบของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเพียงผู้ขับเท่านั้นไม่ได้ กรณียังถือไม่ได้เหตุดังกล่าวเกิดจากเหตุสุดวิสัย